กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เพิ่มประเทศไทยในบัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด (Monitoring list) ร่วมกับอีก 9 ประเทศ ซึ่งต้องจับตาพฤติกรรมการแลกเปลี่ยนเงินตราที่เข้าข่ายไม่เป็นธรรม หรืออาจมีการปั่นค่าเงิน โดยรายงานล่าสุดของกระทรวงฯ ระบุว่า ประเทศไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดทั่วโลกและดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เผยรายงานรอบครึ่งปีว่าด้วย “นโยบายเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ” ประจำปี 2025 พบว่า ประเทศไทยอยู่ในรายชื่อเฝ้าระวัง ทำให้ไทยกลับมาถูกเพ่งเล็งเรื่องค่าเงินอีกครั้ง หลังจากเคยถูกขึ้นบัญชีนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2020 รายงานดังกล่าวไม่ได้เจาะจงว่า ประเทศคู่ค้ารายใดเป็นผู้บิดเบือนค่าเงิน โดยได้เพิ่มประเทศไทยเข้าไปในรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ร่วมกับจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, สิงคโปร์, เวียดนาม, เยอรมนี, ไอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งอยู่ในบัญชีดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2025 ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายปี 2015 สหรัฐฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ 3 ข้อ ที่ใช้ในการประเมินว่าประเทศใดเข้าข่ายมีพฤติกรรมบิดเบือนค่าเงิน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งประเทศที่เข้าเกณฑ์อย่างน้อย 2 ข้อ จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต้องติดตามพฤติกรรมด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวประกอบด้วย - เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์
- เกินดุลบัญชีเดินสะพัด อย่างน้อย 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
- มีการเข้าแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศในทิศทางเดียวอย่างต่อเนื่อง

รายงานดังกล่าวยังระบุว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง แต่สำหรับประเทศคู่ค้ารายใหญ่หลายประเทศ ภาระด้านกฎระเบียบที่มากเกินไปยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน ซึ่งจำเป็นต่อการสนับสนุนพลวัตทางเศรษฐกิจ ขณะที่ในบางประเทศ อัตราการออมอยู่ในระดับสูงเกินกว่าที่ปัจจัยด้านโครงสร้างประชากรจะอธิบายได้ อีกทั้งยังถูกซ้ำเติมด้วยระบบสวัสดิการทางสังคมที่อ่อนแอ ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศถูกกดดัน โดยในบรรดาประเทศที่ถูกรวมอยู่ในรายงานฉบับนี้ จีน ไทย และเวียดนาม จัดเป็นกลุ่มที่มีลักษณะดังกล่าวอย่างเด่นชัด ขณะเดียวกัน แม้ว่าหลายประเทศจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการคลังอย่างรัดกุม แต่ประเทศคู่ค้าบางรายกลับใช้นโยบายการคลังที่ตึงตัวมากเกินไป เช่น ไต้หวัน สิงคโปร์ เวียดนาม และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลในระดับสูง ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยนั้น เริ่มค่อย ๆ กลับมาเกินดุลนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง แม้จะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าก่อนหน้า เนื่องจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและภาคการผลิตยังคงซบเซา รายงานยังระบุว่า ดุลการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังคงมีแนวโน้มเกินดุลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยดุลการค้าสินค้าและบริการระหว่างสองประเทศอยู่ที่ 54,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงสี่ไตรมาส นับจนถึงเดือนมิ.ย. 2025 ซึ่งสูงกว่าห้าปีก่อนกว่าเท่าตัว โดยสินค้าส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร ขณะที่การค้าภาคบริการระหว่างสองประเทศ จัดอยู่ในกลุ่มต่ำสุดเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ ที่มา US Treasury 
|