ยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ในเดือนธ.ค. ทรงตัว ที่ระดับ 0.00% เมื่อเทียบรายเดือน สวนทางประมาณการซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.4% หลังเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนพ.ย. เนื่องจากภาคครัวเรือนลดการใช้จ่ายในสินค้าหมวดยานยนต์และสินค้าราคาสูงอื่น ๆ ซึ่งอาจทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคและเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วงต้นปีใหม่ ส่วนเมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 2.4% ในเดือนธ.ค. ขณะเดียวกันยังมีการปรับทวนยอดค้าปลีกเดือนต.ค. โดยพบว่า ลดลง 0.2% จากที่ก่อนหน้านี้คาดว่าจะลดลง 0.1% สะท้อนถึงสัญญาณความอ่อนแรงของผู้บริโภคท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากมาตรการภาษีนำเข้า รายงานที่อ่อนแอนี้ ประกอบกับสินค้าคงคลังภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ลง ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เผยว่า การเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปอย่างล่าช้า หลังได้รับผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลเมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้ สัญญาณความอ่อนแอบางส่วนจากยอดขายในเดือนที่ผ่านมาอาจสะท้อนปัญหาในการปรับทวนตามฤดูกาลช่วงเทศกาลปลายปี โดยนักเศรษฐศาสตร์ยังระบุว่า การชัตดาวน์ที่ยืดเยื้อนานถึง 43 วัน มีส่วนทำให้ยอดขายอ่อนแอ 
เมื่อแยกเป็นรายกลุ่มธุรกิจ พบว่า - ยอดค้าปลีกในฝั่งตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ลดลง 0.2% และมีแนวโน้มลดลงต่อในเดือนม.ค. หลังผู้ผลิตรายงานยอดขายรถยนต์ลดลง
- ยอดขายในฝั่งร้านเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านลดลง 0.9%
- ยอดขายร้านอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าลดลง 0.4%
- ยอดขายร้านเสื้อผ้าลดลง 0.7%
- ยอดขายในหมวดบริการอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นหมวดบริการเพียงหมวดเดียวในรายงานนี้ ลดลง 0.1%
- ยอดขายกลุ่มสินค้าเบ็ดเตล็ด รวมถึงร้านสินค้าเพื่อสุขภาพและของใช้ส่วนบุคคลลดลงเช่นกัน
ขณะที่กลุ่มสินค้าและบริการที่มียอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น ได้แก่ - วัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ทำสวนเพิ่มขึ้น 1.2%
- อุปกรณ์กีฬา งานอดิเรก เครื่องดนตรี และหนังสือ เพิ่มขึ้น 0.4%
- ค้าปลีกออนไลน์ขยับขึ้นเล็กน้อย 0.1% หลังจากทรงตัวในเดือนพ.ย.
ก่อนหน้านี้ ภาคค้าปลีกของสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่าผู้บริโภคจะมีมุมมองเชิงลบต่อเศรษฐกิจ ท่ามกลางราคาสินค้าที่สูงขึ้นจากมาตรการภาษีนำเข้าและตลาดแรงงานที่เริ่มอ่อนตัว ความแข็งแกร่งในฝั่งค้าปลีกดังกล่าว สวนทางกับการออมที่ลดลง โดยอัตราการออมลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสามปีที่ 3.5% ในเดือนพ.ย. จาก 3.7% ในเดือนต.ค. และลดลงมากจากจุดสูงสุดที่ 31.8% ในเดือนเม.ย. 2020 นอกจากนี้ อุณหภูมิที่หนาวจัดในเดือนม.ค. อาจกดดันการใช้จ่ายในไตรมาสแรกของปี 2026 แม้ว่าการใช้จ่ายอาจยังได้แรงหนุนจากการคืนภาษีที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ภายใต้มาตรการลดภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้านนักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า บางครัวเรือนอาจเลือกเก็บออมเงินก้อนดังกล่าว เนื่องจากตลาดแรงงานที่ชะลอตัว ที่มา Reuters 
|