*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 60.19 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 96 เซนต์ หรือ 1.57% สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 64.55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ร่วงลง 92 เซนต์ หรือ 1.41% ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงต้นของการซื้อขาย ก่อนจะปิดลดลงในช่วงท้ายของวัน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า ความรุนแรงจากการปราบปรามการประท้วงทั่วประเทศในอิหร่านเริ่มคลี่คลายลง ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลของตลาดเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อุปทานน้ำมันจากอิหร่านจะถูกรบกวน *** กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เตรียมระงับการออกวีซ่าผู้อพยพให้กับประชาชนจาก 75 ประเทศทั่วโลก รวมถึงบราซิล ไทย โซมาเลีย และอิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปที่ชาวต่างชาติที่ทางการสหรัฐฯ ระบุว่า อาจต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐระหว่างพำนักอาศัยอยู่ในประเทศ คำสั่งดังกล่าวยังไม่ถูกเผยแพร่อย่างเป็นทางการ โดยมาตรการดังกล่าวจะใช้เฉพาะกับผู้ที่ต้องการเข้าไปพำนักและทำงานในสหรัฐฯ อย่างถาวรเท่านั้น ไม่ครอบคลุมนักท่องเที่ยวหรือแรงงานชั่วคราว โดยในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบชาวต่างชาติและผู้ที่ต้องการตั้งถิ่นฐานในประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้ข้อจำกัดใหม่ ๆ บนระบบการคัดกรองวีซ่าที่ถือว่ามีความเข้มงวดมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งการระงับการออกวีซ่าครั้งนี้ จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. เป็นต้นไป คาดว่าจะส่งผลกระทบหนักที่สุดต่อการอพยพผ่านความสัมพันธ์ทางครอบครัว โดยจะกระทบต่อคู่สมรส บุตร และญาติใกล้ชิดอื่น ๆ ของผู้ที่ส่วนใหญ่เป็นพลเมืองสหรัฐฯ ซึ่งเดิมมีสิทธิขอถิ่นที่อยู่ถาวรได้ *** ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เตรียมประกาศยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดในช่วงต้นสมัยประชุมรัฐสภาที่จะเริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับความเป็นผู้นำของตนเอง และขอฉันทามติจากประชาชนต่อรัฐบาลผสมชุดใหม่ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้น โดยทาคาอิจิได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่จากกลุ่มพรรครัฐบาลว่า เธอจะเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการยุบสภาในวันที่ 19 ม.ค. ตามการเปิดเผยของชุนอิจิ ซูซูกิ เลขาธิการพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และฮิโรฟุมิ โยชิมูระ หัวหน้าร่วมของพรรค Japan Innovation Party ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับ LDP เลขาธิการพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) กล่าวว่า เหตุผลสำคัญของการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้คือ การเลือกตั้งครั้งก่อนจัดขึ้นภายใต้รัฐบาลผสมระหว่าง LDP และพรรคโคเมโตะ แต่ในขณะนี้พันธมิตรทางการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และประชาชนยังไม่ได้แสดงความเห็นหรือให้คำตัดสินต่อรัฐบาลผสมรูปแบบใหม่ นอกจากนี้ เขายังระบุว่า ทาคาอิจิประสงค์จะขอการรับรองจากสาธารณชนต่อแนวนโยบายสำคัญของรัฐบาล อาทิ การใช้นโยบายการคลังเชิงรุก และการทบทวนยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันประเทศของญี่ปุ่น *** สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ แสดงความกังวลต่อการอ่อนค่าที่มากเกินไปของเงินวอนเกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณสนับสนุนค่าเงินวอนในเชิงวาจาที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ท่ามกลางสถานการณ์ที่เงินวอนอ่อนค่าลงใกล้ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2009 โดยรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ยังกล่าวถึงประเด็นความผันผวนของค่าเงินระหว่างการหารือกับรัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นเมื่อต้นสัปดาห์นี้ด้วย เบสเซนต์ได้ “เน้นย้ำว่าความผันผวนที่มากเกินไปในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์” ในแถลงการณ์ยังระบุเพิ่มเติมว่า การหารือดังกล่าวได้หยิบยกประเด็นการอ่อนค่าล่าสุดของเงินวอนเกาหลีใต้ขึ้นมาพิจารณา โดยชี้ว่า การอ่อนค่าดังกล่าวไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของเกาหลีใต้ *** สงครามภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับพันธมิตรของสหรัฐฯตลอดช่วงเกือบทั้งปีที่ผ่านมา แต่ในเวลานี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กำลังต้อนรับผู้นำจากหลายประเทศ ที่ทยอยเดินทางเยือนจีน เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอีกหนึ่งมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ เป็นผู้นำที่เดินทางเยือนจีนในเดือนนี้ และกลายเป็นประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนแรกที่เยือนจีน นับตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวของความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ก่อนที่มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา จะเดินทางถึงจีนในช่วงดึกวันพุธ ซึ่งถือเป็นการยุติช่วงว่างเกือบทศวรรษของการทูตระดับผู้นำระหว่างแคนาดาและจีน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักร มีกำหนดเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเช่นกัน รวมถึงฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ก็มีแนวโน้มจะเดินทางเยือนจีนในเดือนก.พ. 
*** สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ และอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายรายตั้งคำถามต่อการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กรณีอนุญาตให้บริษัท Nvidia จำหน่ายชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทรงพลังเป็นอันดับ 2 ให้กับจีน โดยให้เหตุผลว่ามาตรการดังกล่าวจะบ่อนทำลายความได้เปรียบด้าน AI ของสหรัฐฯ และเสี่ยงต่อการเร่งเสริมศักยภาพทางทหารของจีน ซึ่งก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์ได้ให้ไฟเขียวอย่างเป็นทางการ สำหรับการส่งออกชิป H200 ของ Nvidia ไปยังจีน พร้อมออกกฎเกณฑ์ที่คาดว่าจะเปิดทางให้การจัดส่งชิปดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นได้ ท่ามกลางความกังวลจากกลุ่มนักการเมืองสายแข็งต่อจีน *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศบังคับใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% กับชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) บางประเภท อาทิ ชิปประมวลผล AI รุ่น H200 ของ Nvidia และเซมิคอนดักเตอร์รุ่นใกล้เคียงจาก AMD ที่มีชื่อว่า MI325X ภายใต้คำสั่งด้านความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ โดยประกาศดังกล่าว มีขึ้นหลังการสอบสวนเป็นเวลานาน 9 เดือน ภายใต้มาตรา 232 ของกฎหมาย Trade Expansion Act ปี 1962 โดยมุ่งเป้าไปที่เซมิคอนดักเตอร์ระดับไฮเอนด์จำนวนหนึ่ง ที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์สมรรถนะที่กำหนด รวมถึงอุปกรณ์ที่มีการใช้ชิปเหล่านี้ ซึ่งจะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตชิปเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศ และลดการพึ่งพาผู้ผลิตชิปในต่างประเทศ โดยเฉพาะไต้หวัน *** ธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ รายงานกำไรไตรมาส 4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง จากการขยายตัวของสินเชื่อที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีความยืดหยุ่น และเป็นสัญญาณบวกต่อแนวโน้มรายได้ของภาคธนาคารในอนาคต โดยธนาคาร Bank of America ระบุว่า สินเชื่อเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income) พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 15,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วน JPMorgan มีสินเชื่อเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 9% ซึ่งนักลงทุนมองว่าการเติบโตของสินเชื่อ เป็นตัวชี้วัดสำคัญทั้งต่อผลประกอบการธนาคารและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจโดยรวม Citigroup รายงานว่า สินเชื่อเฉลี่ยไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น 7% ขณะที่ Wells Fargo ระบุว่าสินเชื่อภาคธุรกิจพุ่ง 12% พร้อมส่งสัญญาณเตรียมลดพนักงานเพิ่มเติม โดยตั้งสำรองค่าใช้จ่ายชดเชยแล้ว 612 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้าน Citigroup มีแผนลดตำแหน่งงานราว 1,000 ตำแหน่ง ท่ามกลางการนำ AI และระบบอัตโนมัติมาใช้มากขึ้น *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า เขาตัดสินใจยังไม่ใช้มาตรการเก็บภาษีนำเข้ากับแร่หายาก ลิเทียม และแร่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์อื่น ๆ โดยเลือกสั่งการให้ฝ่ายบริหาร เร่งแสวงหาแหล่งจัดหาจากประเทศคู่ค้าระหว่างประเทศแทน โดยท่าทีดังกล่าวเป็นการเลื่อนการตัดสินใจเกี่ยวกับการเรียกเก็บภาษี ซึ่งอาจยิ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงที่ศาลฎีกากำลังพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีของทรัมป์ อย่างไรก็ดี การยอมรับว่าสหรัฐฯยังห่างไกลจากการพึ่งพาตนเองได้ในด้านแร่สำคัญ อาจสร้างความไม่พอใจให้กับภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ภายในประเทศ *** ยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ในเดือน พ.ย. เพิ่มขึ้น 0.6% มากกว่าคาด และเพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบรายปี โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของยอดขายรถยนต์และการใช้จ่ายในหลายหมวด สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังคงเติบโตได้แข็งแกร่งในไตรมาส 4 อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์กังวลว่าการเติบโตดังกล่าว ยังขับเคลื่อนหลักโดยครัวเรือนรายได้สูง ขณะที่ผู้มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบมากจากราคาสินค้าจำเป็น โดยเฉพาะอาหาร ที่ปรับตัวขึ้นจากผลของมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ *** ราคาทองคำและเงิน ปรับตัวขึ้นแรงต่อเนื่องจนปิดปี 2025 ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ โดยผู้จัดการกองทุนคาดว่าทั้ง 2 มีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ในปีนี้ จากแรงหนุนด้านอุปทานตึงตัว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ราคาทองคำทะลุ 4,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังมีข่าวการสอบสวนประธานเฟด ขณะที่ราคาเงินพุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เป็นครั้งแรก ปัจจัยสำคัญที่หนุนราคาคือกระแสชาตินิยมด้านทรัพยากร จากสงครามการค้าสหรัฐฯ–จีน โดยเฉพาะการจำกัดส่งออกแร่หายากและโลหะสำคัญ ซึ่งจำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี AI ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน นักลงทุนจับตาการพบกันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในเดือน เม.ย. ซึ่งคาดว่าประเด็นการควบคุมการส่งออกทรัพยากรจะเป็นหัวข้อสำคัญ และอาจกำหนดทิศทางตลาดโลหะมีค่าในระยะถัดไป 
|