“วิทัย” ผู้ว่าธปท.ชี้เศรษฐกิจไทยปีนี้โตแค่ 1.5-1.7% ต่ำสุดรอบ 10 ปี เร่งลงมือแก้ปัญหาโครงสร้าง พร้อมระบุไทย “ขาดคนทำ มีแต่คนวิเคราะห์” พร้อมคุมเข้มแอปทอง-ถอนเงินสด สกัดทุนเทา-ลดผันผวนค่าเงิน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.5-1.7% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบนับ 10 ปี หากไม่นับช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเศรษฐกิจไทยเผชิญกับปัญหารุมเร้ารอบด้าน ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนโยบายภาษีของสหรัฐฯ การจัดระเบียบโลก ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้าที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย และเศรษฐกิจไทย 
“สิ่งที่อยากชวนคิด คือ เราอยู่ท่ามกลางปัญหาจริงๆ อยากชวนให้ลงมือทำ ประเทศไทยจะไปต่อได้จะต้องร่วมมือทำ ลงมือทำ เราอย่าเป็นคนวิจารณ์ อย่าเป็นคนวิเคราะห์อย่างเดียว คนที่กำลังสามารถทำได้ต้องทำ”นายวิทัย กล่าว ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ได้ลิสต์ปัญหาที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย ประกอบด้วย หนี้ครัวเรือน ที่สูงถึง 87% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ , สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง โดยสินเชื่อเอสเอ็มอีที่หดตัวต่อเนื่อง 13 ไตรมาส และหากนับรวมไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 สินเชื่อเอสเอ็มอีจะหดตัวต่อเนื่อง 14 ไตรมาส , Productivity ต่ำ เนื่องจากการขาดการลงทุนเป็นระยะเวลานาน / Competitivness ทุนเทา-เงินเทา นอกจากนี้ ความเหลื่อมล้ำ ทั้งการเงิน รายได้ โอกาส และ คุณภาพการศึกษาที่ยังไม่ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาด หรือ เศรษฐกิจในปัจจุบัน , ขาดนวัตกรรม , เศรษฐกิจนอกระบบมีขนาดใหญ่ , Aging Society , เสถียรภาพการเมือง ที่เปลี่ยนทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง , ปัญหาคอร์รัปชั่น และ CG ,ระบบกฎหมายล้าหลัง และภัยการเงิน ซึ่งทั้งหมดเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องทำ “อยากชวนทุกคนร่วมมือกัน ไม่ใช่ร่วมมือกันวิเคราะห์ ผมเห็นคนพูดถึงเสือตัวที่ 5 พูดถึงเราต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ต้องแก้ไขปัญหาความยากจน ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เราต้องดึงคนเข้าสู่ในระบบ เราต้องแก้หนี้นอกระบบ เราเห็นคนพูดไม่รู้กี่สิบปี แต่สิ่งที่ประเทศไทยขาด คือ ขาดคนทำ”นายวิทัย กล่าว ทั้งนี้ ยอมรับว่า ปัญหาเชิงโครงสร้าง กระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ 1.5-1.6% ขณะที่ปีที่ผ่านมาคาดว่าจะเติบโต 2.1-2.2% แต่อย่างไรก็ตาม หากการส่งออกปีนี้ขยายตัวดี อาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ถึง 1.6-1.7% โดยจะต้องติดตามครึ่งปีหลัง โดยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ ที่ระดับ 2.2-2.3% ได้ในปีหน้า และมีโอกาสใกล้ศักยภาพได้ที่ 2.7% “เศรษฐกิจไทยยุบไปเลย เพราะเข้าสู่เลือกตั้งอีกครั้ง โดยตั้งแต่ ธ.ค. จนถึงรัฐบาลใหม่ คาดว่าจะใช้เวลา 5-6 เดือนพ.ค.นี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด ทั้งคนละครึ่งพลัสที่พยายามจะออกมาเพิ่ม มาตรการลดภาษี การใช้มาตรการด้านการคลังหายไป เครื่องยนต์ตรงนี้หายไป และพอมีรัฐบาลก็ต้องเข้าสู่กระบวนการจัดทำงบประมาณ ซึ่งคาดว่าจะล่าช้า และคาดว่างบประมาณปี 2570 จะต้องล่าช้า ทั้งนี้ เชื่อว่า ”นายวิทัย กล่าว อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ในระยะสั้น จำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะดันทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าไปใกล้ศักยภาพมากที่สุด และต้องพยายามให้ศักยภาพโตเกินกว่า 2.7% ด้วย นั่นก็คือ การลงทุน โดยที่ผ่านมา การลงทุนของไทยอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งต้องช่วยกันทำให้เกิดการลงทุน ถ้าวิเคราะห์อย่างเดียว ก็จะอยู่แบบนี้ ต้องหาคนทำ ลงมือทำ ประเทศไทยจะดีขึ้น ค่อยๆ บรรเทาไป มันจะค่อยๆ แก้ไขปัญหาไป ***ธปท. สั่งคุมเข้ม "แอปทอง-ถอนเงินสด" สกัดค่าเงินผันผวน-ทุนเทา เริ่ม 1 มี.ค. นี้ สำหรับในช่วงที่ผ่านมา ธปท. ได้ดำเนินการออก มาตรการเฉพาะจุด เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 เรื่อง คือ 1.แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยผ่านกลไกของ SAM 2.SMEs Credit Gurantee ซึ่งได้ลงนามสัญญาไปเมื่อเกือบสิ้นปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะเริ่มโครงการได้ในต้นเดือนหน้า โดยจะช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหา สินเชื่อเอสเอ็มอีที่ติดลบ 14 ไตรมาส 3.สำหรับมาตรการที่ 3 ที่ธปท. ดำเนินการมาตรการเฉพาะจุด คือ การกำกับธุรกรรมทองคำ ประกอบด้วย 1.เรียกข้อมูลรายธุรกรรมจากร้านทอง/ตรวจเอกสาร มูลค่าธุรกรรมสูง (20 ล้านบาทขึ้นไป) โดยคาดว่าจะประกาศในราชกิจจา ในสัปดาห์นี้ และจะให้มีการรายงานธุรกรรมตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. ที่ผ่านมา 2.กำหนดวงเงินการซื้อ หรือ ขายทองคำ สกุลบาท ผ่าน Platform ไม่เกินฝั่งละ 50 ล้านบาทต่อวัน ต่อ Platform โดยไม่มีผลกับทองคำที่ถืออยู่เดิมแล้ว โดยคาดว่าจะมีผล 1 มี.ค.นี้ และ 3.กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมในการซื้อหรือ ขายทองคำ เช่น ห้าม net settle ห้าม Short sell เป็นต้น สำหรับมาตรการเรื่องทอง เชื่อว่าจะแก้เรื่องทุนเทาได้ เพราะนักการเมือง ข้าราชการ สะสมเงินไม่ไหว ก็เอาเงินไปแลกเป็นทอง เป็นเรื่องจริง เราจะตามไปดู ซึ่งเรื่องราคาทองคำนี้ เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทจริง ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธุรกิจทองไม่มีคนดูแล และปัจจุบันมูลค่าการซื้อขายทองคำ สูงใกล้เคียงกับการลงทุนในหุ้น วันนี้ เราใช้ พ.ร.บ.การควบคุมแลกเปลี่ยนเงินตรา การซื้อหรือขายทองที่เป็นรูปแบบเงินบาท ไม่เกี่ยวกับ แอปดอลลาร์ ไม่เกี่ยวกับตู้แดง โดยจะเข้าไปคุมและหวังว่าจะส่งผลต่อค่าเงินในทางที่ดีบ้าง วันนี้ ดอลลาร์แข็งสุดในรอบ 4 ปี ทอง วันนี้ 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ All Time Hight พยายามแก้ไขปัญหา และเราเข้าไปดูแลความผันผวนของดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง และดำเนินการอย่างเต็มที่โดยไม่ผิดกฎเกณฑ์ 4.เงินเทา ประกอบด้วย กำหนดวงเงินที่ต้องมีเงื่อนไขเพิ่มเติม (ทำ CDD/EDD) การเบิกหรือถอนเงินสดมูลค่าสูง ,จำกัดวงเงินการรับซื้อธนบัตรเงินตราต่างประเทศ ไม่เกิน 800,000 บาทต่อคนต่อวัน ด้านบริเวณชายแดนหรือพื้นที่ที่กำหนด จำกัดวงเงินการรับซื้อธนบัตรเงินตราต่างประเทศไม่เกิน 200,000 บาทต่อคนต่อวัน , เชื่อมต่อข้อมูลเข้าระบบ CFR , กำหนดวงเงินตามระดับ KYC ทำ Profiling ภายในเดือน ม.ค. นี้ ขณะเดียวกัน ในอนาคต จะมีการทำ Due Diligence หรือ กระบวนการตรวจสอบและวิเคราะห์สถานะทางธุรกิจอย่างละเอียด หากต้องการเบิกถอนเงินสด เกินจำนวนที่กำหนด เช่น 3 ล้านบาท หรือ 5 ล้านบาทจะต้องแจงข้อมูล ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนเป็นต้น “ในช่วง 10 กว่าวันที่ผ่านมา ได้ขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินรายงานการเบิกเงินสดที่ผิดปกติ แม้ธปท.ยังไม่มีอำนาจตามประกาศ ขอให้รายงาน และเราจะเข้าไปตรวจเส้นทางเงิน โดยเป็นการขยายอำนาจของธปท. ซึ่งที่ผ่านมาเราหยุดการใช้ ไม่ช่วยกันก็ไม่มีใครทำ พบว่า ล็อตแรกมีคนเบิกเงินถึง 250 ล้านบาท ผมจะส่งปปง. และกกต. ต่อไป รายที่ 2 เบิกเงินสด 200 ล้านบาท สถาบันการเงินละ 100 ล้านบาท ก็ต้องดู เพราะเงินเทามันกัดกร่อนประเทศชาติจริงๆ”นายวิทัย กล่าว นอกจากนี้ ยังจับ pattern ธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ ไม่สอดคล้องกับ profiling ธุรกิจมูลค่าสูงผิดปกติ คือ High value หรือ High Frequency โดยคาดว่าจะออกได้ในเดือน ก.พ.นี้
|