โจทย์ธุรกิจแบงก์ไทยปี 2569: บริหารต้นทุน ท่ามกลางสมรภูมิรายได้ที่เติบโตจำกัด

รูป โจทย์ธุรกิจแบงก์ไทยปี 2569: บริหารต้นทุน ท่ามกลางสมรภูมิรายได้ที่เติบโตจำกัด

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -29 ม.ค. 69 16:03 น.

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ส่องงบการเงินรวมกลุ่มธนาคารปี 2568 สะท้อนความพยายามในการประคองผลประกอบการ ภายใต้ข้อจำกัดของสภาวะดอกเบี้ยต่ำที่กดดันรายได้ดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง

 

• กลุ่มแบงก์1ปิดจบปี 2568 ด้วยภาพการประคองผลการดำเนินงาน ซึ่งสะท้อนจากการชะลอตัวติดต่อกันเป็นปีที่สองของกำไรสุทธิ

 

การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (จาก 3 รายการสำคัญ ได้แก่ กำไรจากเงินลงทุน กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน หรือ FVTPL และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ) ช่วยบรรเทาผลกระทบจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นจากการปรับตัวลงของอัตราดอกเบี้ยในประเทศ การหดตัวของสินเชื่อ รวมไปถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ผ่านโครงการช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบาง

 

• มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการเร่งจัดการปัญหาหนี้เสีย ช่วยทำให้สัดส่วนหนี้ด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยในปี 2568 แต่ยังคงสำรองฯ ในระดับสูงรองรับความไม่แน่นอน

 

สถาบันการเงินหลายแห่งเดินหน้าโครงการคุณสู้เราช่วยและโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ ควบคู่กับการช่วยปรับโครงสร้างหนี้ตามเกณฑ์ Responsible Lending ตลอดจนการจัดการหนี้เสียเชิงรุกผ่านการตัดหนี้สูญและการตัดขายหนี้เสีย ซึ่งทำให้ภาพรวมสัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นปี 2568 ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ขณะที่ สัดส่วนการกันสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพขยับสูงขึ้น และค่าใช้จ่ายการกันสำรองฯ ต่อสินเชื่อปรับลดลงได้ไม่มาก และยังคงอยู่สูงกว่าในช่วงก่อนโควิด-19

 


โจทย์สำคัญของธุรกิจแบงก์ปี 2569 อยู่ที่การปรับโมเดลเพิ่มประสิทธิภาพ เร่งสร้างรายได้และจัดการต้นทุน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของแนวโน้มเศรษฐกิจ

 

ข้อมูลจากงบการเงินของธนาคารพาณิชย์และบริษัทย่อยในปี 2568 ที่ผ่านมา ช่วยสะท้อนประเด็นสำคัญที่ธนาคารพาณิชย์ต้องเตรียมรับมือต่อเนื่องในปี 2569 แต่จุดที่มีความแตกต่างกันคือ ในปีนี้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและธุรกิจจะมีความท้าทายมากขึ้นต่อการประคองผลการดำเนินงาน ซึ่งทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า โจทย์สำคัญของธุรกิจแบงก์ปี 2569 จะอยู่ที่ 3 เรื่องหลัก ได้แก่

 

◦ การกระจายแหล่งรายได้ โดยเฉพาะรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เพื่อชดเชยผลกระทบจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิซึ่งยังคงเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องในปี 2569 จากดอกเบี้ยที่มีโอกาสปรับลดลงและสินเชื่อที่ฟื้นตัวช้าตามภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อปี 2569 จะชะลอลงมาที่กรอบ 4.60-4.70% จาก 4.93% ในปี 2568 ขณะที่ ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM ในปี 2569 อาจปรับลดลงมาที่ระดับประมาณ 3.00% จาก 3.18% ในปี 2568 (ฐานงบการเงินรวมกลุ่มแบงก์ 9 แห่ง)

 

อย่างไรก็ดี สภาวะตลาดการเงินปี 2569 ที่มีความผันผวน อาจเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถพึ่งพารายการกำไรจากพอร์ตการลงทุนและ FVTPL ได้สูงเหมือนในปี 2568 ขณะที่การขยายฐานลูกค้า การพัฒนาแพลตฟอร์มการให้บริการทางการเงิน รวมถึงการจับมือกับพันธมิตร จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถขยายการเติบโตในส่วนของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการได้ในระยะข้างหน้า เพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ค่าธรรมเนียมกองทุน Bancassurance และบริการทางการเงินระหว่างประเทศที่เริ่มเติบโตได้ดีในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

 

◦ การบริหารจัดการต้นทุนในทุกมิติ ในปี 2569 จะเป็นอีกปีที่ธนาคารพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพ ดูแล/ควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น การลดจำนวนสาขา การปรับขนาด/โมเดลการให้บริการของสาขา การนำเทคโนโลยีมาช่วยในกระบวนการทำงานหรือให้บริการลูกค้า ซึ่งทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ภาพรวมสัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ในปี 2569 น่าจะทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ 44.5% และน่าจะเห็นการชะลอตัวลงของเงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

 

นอกจากนี้ คาดว่า จะเห็นภาพการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินในเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างแหล่งเงินกู้ยืมและเงินรับฝากหลังจากที่เริ่มเห็นลักษณะของการออกแคมเปญเงินฝากประจำพิเศษมาเป็นระยะที่สั้นลงเพื่อประโยชน์ในการจัดการระดับสภาพคล่อง รวมถึงมีการปรับดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ออนไลน์ เพื่อบรรเทาแรงกดดันต่อต้นทุนเงินฝาก ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ต้นทุนเงินฝากในปี 2569 อาจปรับลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่กรอบ 0.85-0.90% จาก 0.92% ในปี 2568

 

◦ การจัดการปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ และดูแลระดับสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างปี

 

โจทย์การจัดการคุณภาพหนี้ในปี 2569 อาจมีความท้าทายมากขึ้น โดยธนาคารพาณิชย์จะยังคงพิจารณาการปล่อยสินเชื่อใหม่ด้วยความระมัดระวัง ควบคู่กับการเร่งปรับโครงสร้างหนี้ และอาจต้องเฝ้าระวังการไหลตกชั้นของหนี้ดีและการไถลลงต่อเนื่องของหนี้ที่เริ่มมีปัญหาการชำระคืนท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัวและอาจเผชิญกับความไม่แน่นอนของปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ
ภายใต้สภาวะดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมของกลุ่มแบงก์ 9 แห่งในปี 2569 อาจปรับตัวอยู่ในกรอบ 3.05-3.25% เทียบกับระดับ 3.10% ต่อสินเชื่อรวมปี 2568 ขณะที่สัดส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพปี 2569 จะยังคงอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับระดับ 189.9% ในปี 2568 (สูงกว่าระดับในช่วงก่อนโควิด-19)


โดยสรุป ในปี 2569 สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจของไทยที่ยังคงมีความเปราะบางและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ยังคงเป็นปัจจัยท้าทายสำคัญต่อธุรกิจธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะในมิติของการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งต้องพิจารณาและประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้อย่างรอบคอบ ขณะที่ภาวะตลาดเงินตลาดทุนที่มีความผันผวนสูงอาจมีผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์ในพอร์ตการลงทุนของธนาคารบางส่วนด้วยเช่นกัน

 

ซึ่งจากภาพดังกล่าวทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ ควบคู่กับการควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับมาตรการเชิงนโยบายที่อาจทยอยประกาศใช้เพิ่มเติม โดยเฉพาะในด้านการช่วยเหลือลูกหนี้ อีกทั้งยังต้องจับตาการแข่งขันจากผู้ให้บริการรายใหม่ โดยเฉพาะ Virtual Bank ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินธุรกิจได้ภายในช่วงกลางปี แม้ผลกระทบโดยตรงในระยะสั้นอาจยังมีจำกัด แต่ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่ธนาคารพาณิชย์ควรประเมินและเตรียมกลยุทธ์รับมืออย่างรอบคอบ

 

1ข้อมูลของกลุ่มแบงก์ใน Current Issue ฉบับนี้ รวบรวมข้อมูลจากงบการเงินของธนาคารพาณิชย์และบริษัทย่อย 9 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)

 

กาญจนา โชคไพศาลศิลป์
ผู้บริหารงานวิจัย
kangana.c@kasikornresearch.com

 



Editing by

ชุติมา มุสิกะเจริญ

ชุติมา มุสิกะเจริญ