ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ส่องงบการเงินรวมกลุ่มธนาคารปี 2568 สะท้อนความพยายามในการประคองผลประกอบการ ภายใต้ข้อจำกัดของสภาวะดอกเบี้ยต่ำที่กดดันรายได้ดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง • กลุ่มแบงก์1ปิดจบปี 2568 ด้วยภาพการประคองผลการดำเนินงาน ซึ่งสะท้อนจากการชะลอตัวติดต่อกันเป็นปีที่สองของกำไรสุทธิ การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (จาก 3 รายการสำคัญ ได้แก่ กำไรจากเงินลงทุน กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน หรือ FVTPL และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ) ช่วยบรรเทาผลกระทบจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นจากการปรับตัวลงของอัตราดอกเบี้ยในประเทศ การหดตัวของสินเชื่อ รวมไปถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ผ่านโครงการช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบาง • มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการเร่งจัดการปัญหาหนี้เสีย ช่วยทำให้สัดส่วนหนี้ด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยในปี 2568 แต่ยังคงสำรองฯ ในระดับสูงรองรับความไม่แน่นอน สถาบันการเงินหลายแห่งเดินหน้าโครงการคุณสู้เราช่วยและโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ ควบคู่กับการช่วยปรับโครงสร้างหนี้ตามเกณฑ์ Responsible Lending ตลอดจนการจัดการหนี้เสียเชิงรุกผ่านการตัดหนี้สูญและการตัดขายหนี้เสีย ซึ่งทำให้ภาพรวมสัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นปี 2568 ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ขณะที่ สัดส่วนการกันสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพขยับสูงขึ้น และค่าใช้จ่ายการกันสำรองฯ ต่อสินเชื่อปรับลดลงได้ไม่มาก และยังคงอยู่สูงกว่าในช่วงก่อนโควิด-19 โจทย์สำคัญของธุรกิจแบงก์ปี 2569 อยู่ที่การปรับโมเดลเพิ่มประสิทธิภาพ เร่งสร้างรายได้และจัดการต้นทุน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของแนวโน้มเศรษฐกิจ
ข้อมูลจากงบการเงินของธนาคารพาณิชย์และบริษัทย่อยในปี 2568 ที่ผ่านมา ช่วยสะท้อนประเด็นสำคัญที่ธนาคารพาณิชย์ต้องเตรียมรับมือต่อเนื่องในปี 2569 แต่จุดที่มีความแตกต่างกันคือ ในปีนี้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและธุรกิจจะมีความท้าทายมากขึ้นต่อการประคองผลการดำเนินงาน ซึ่งทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า โจทย์สำคัญของธุรกิจแบงก์ปี 2569 จะอยู่ที่ 3 เรื่องหลัก ได้แก่ ◦ การกระจายแหล่งรายได้ โดยเฉพาะรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เพื่อชดเชยผลกระทบจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิซึ่งยังคงเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องในปี 2569 จากดอกเบี้ยที่มีโอกาสปรับลดลงและสินเชื่อที่ฟื้นตัวช้าตามภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อปี 2569 จะชะลอลงมาที่กรอบ 4.60-4.70% จาก 4.93% ในปี 2568 ขณะที่ ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM ในปี 2569 อาจปรับลดลงมาที่ระดับประมาณ 3.00% จาก 3.18% ในปี 2568 (ฐานงบการเงินรวมกลุ่มแบงก์ 9 แห่ง) อย่างไรก็ดี สภาวะตลาดการเงินปี 2569 ที่มีความผันผวน อาจเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถพึ่งพารายการกำไรจากพอร์ตการลงทุนและ FVTPL ได้สูงเหมือนในปี 2568 ขณะที่การขยายฐานลูกค้า การพัฒนาแพลตฟอร์มการให้บริการทางการเงิน รวมถึงการจับมือกับพันธมิตร จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถขยายการเติบโตในส่วนของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการได้ในระยะข้างหน้า เพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ค่าธรรมเนียมกองทุน Bancassurance และบริการทางการเงินระหว่างประเทศที่เริ่มเติบโตได้ดีในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ◦ การบริหารจัดการต้นทุนในทุกมิติ ในปี 2569 จะเป็นอีกปีที่ธนาคารพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพ ดูแล/ควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น การลดจำนวนสาขา การปรับขนาด/โมเดลการให้บริการของสาขา การนำเทคโนโลยีมาช่วยในกระบวนการทำงานหรือให้บริการลูกค้า ซึ่งทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ภาพรวมสัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ในปี 2569 น่าจะทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ 44.5% และน่าจะเห็นการชะลอตัวลงของเงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน นอกจากนี้ คาดว่า จะเห็นภาพการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินในเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างแหล่งเงินกู้ยืมและเงินรับฝากหลังจากที่เริ่มเห็นลักษณะของการออกแคมเปญเงินฝากประจำพิเศษมาเป็นระยะที่สั้นลงเพื่อประโยชน์ในการจัดการระดับสภาพคล่อง รวมถึงมีการปรับดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ออนไลน์ เพื่อบรรเทาแรงกดดันต่อต้นทุนเงินฝาก ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ต้นทุนเงินฝากในปี 2569 อาจปรับลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่กรอบ 0.85-0.90% จาก 0.92% ในปี 2568 ◦ การจัดการปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ และดูแลระดับสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างปี โจทย์การจัดการคุณภาพหนี้ในปี 2569 อาจมีความท้าทายมากขึ้น โดยธนาคารพาณิชย์จะยังคงพิจารณาการปล่อยสินเชื่อใหม่ด้วยความระมัดระวัง ควบคู่กับการเร่งปรับโครงสร้างหนี้ และอาจต้องเฝ้าระวังการไหลตกชั้นของหนี้ดีและการไถลลงต่อเนื่องของหนี้ที่เริ่มมีปัญหาการชำระคืนท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัวและอาจเผชิญกับความไม่แน่นอนของปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้สภาวะดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมของกลุ่มแบงก์ 9 แห่งในปี 2569 อาจปรับตัวอยู่ในกรอบ 3.05-3.25% เทียบกับระดับ 3.10% ต่อสินเชื่อรวมปี 2568 ขณะที่สัดส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพปี 2569 จะยังคงอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับระดับ 189.9% ในปี 2568 (สูงกว่าระดับในช่วงก่อนโควิด-19) โดยสรุป ในปี 2569 สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจของไทยที่ยังคงมีความเปราะบางและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ยังคงเป็นปัจจัยท้าทายสำคัญต่อธุรกิจธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะในมิติของการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งต้องพิจารณาและประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้อย่างรอบคอบ ขณะที่ภาวะตลาดเงินตลาดทุนที่มีความผันผวนสูงอาจมีผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์ในพอร์ตการลงทุนของธนาคารบางส่วนด้วยเช่นกัน
ซึ่งจากภาพดังกล่าวทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ ควบคู่กับการควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับมาตรการเชิงนโยบายที่อาจทยอยประกาศใช้เพิ่มเติม โดยเฉพาะในด้านการช่วยเหลือลูกหนี้ อีกทั้งยังต้องจับตาการแข่งขันจากผู้ให้บริการรายใหม่ โดยเฉพาะ Virtual Bank ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินธุรกิจได้ภายในช่วงกลางปี แม้ผลกระทบโดยตรงในระยะสั้นอาจยังมีจำกัด แต่ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่ธนาคารพาณิชย์ควรประเมินและเตรียมกลยุทธ์รับมืออย่างรอบคอบ กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย kangana.c@kasikornresearch.com |