สถานการณ์การเมืองในเวเนซุเอลาทวีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า อาจเปิดปฏิบัติการทางทหารโจมตีเวเนซุเอลาเป็นครั้งที่ 2 หากสมาชิกที่เหลือของรัฐบาลเวเนซุเอลา ไม่ให้ความร่วมมือกับความพยายามของสหรัฐฯ ในการแก้ไขประเทศ ภายหลังการจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ซึ่งขณะนี้ ถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์กักกันที่นครนิวยอร์ก และเตรียมขึ้นศาลในข้อหาค้ายาเสพติด
ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ อาจขยายการแทรกแซงทางทหารในลาตินอเมริกา พร้อมเตือนว่าโคลอมเบียและเม็กซิโก อาจเผชิญแรงกดดันด้านความมั่นคง หากไม่สามารถสกัดกั้นการลักลอบค้ายาเสพติดเข้าสหรัฐฯ ได้ พร้อมระบุว่า “ปฏิบัติการโคลอมเบีย” เป็นแนวคิดที่เขามองว่าเหมาะสม ขณะเดียวกันยังกล่าวถึงคิวบา ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของเวเนซุเอลา ว่าอาจล่มสลายได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหารจากสหรัฐฯ
การจับกุมประธานาธิบดีมาดูโร และการโจมตีเป้าหมายในกรุงการากัสและเมืองใกล้เคียงของเวเนซุเอลาครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงในลาตินอเมริกาที่สร้างข้อถกเถียงมากที่สุดของสหรัฐฯ นับตั้งแต่การบุกปานามาเมื่อกว่า 30 ปีก่อน โดยฝ่ายรัฐบาลเวเนซุเอลาระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าว ทำให้ทหารและพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมาก ขณะที่คิวบาเปิดเผยว่ามีพลเมืองของตนเสียชีวิต 32 คน
ในช่วงแรก รองประธานาธิบดีเดลซี โรดริเกซและรัฐมนตรีน้ำมันของเวเนซุเอลา ซึ่งได้รับการรับรองจากศาลสูงสุด ให้ทำหน้าที่รักษาการผู้นำประเทศ ออกมาประณามการกระทำของสหรัฐฯ และเรียกร้องให้ปล่อยตัวประธานาธิบดีมาดูโร โดยรัฐบาลและพรรครัฐบาลยืนยันว่า ประธานาธิบดีมาดูโรยังคงเป็นประธานาธิบดี และการควบคุมตัวของสหรัฐฯเป็นการลักพาตัว อย่างไรก็ตาม ในช่วงดึกวันอาทิตย์ที่ผ่านมา รองประธานาธิบดีโรดริเกซ ได้เปลี่ยนท่าทีอย่างมีนัยสำคัญ โดยออกแถลงการณ์เชิญชวนให้สหรัฐฯ ทำงานร่วมกับเวเนซุเอลา ภายใต้วาระความร่วมมือ เพื่อการพัฒนาร่วมกัน ภายในกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญญาณประนีประนอมต่อรัฐบาลทรัมป์

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า หลังปฏิบัติการดังกล่าว ทีมเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จะเข้ามามีบทบาทบริหารประเทศเวเนซุเอลา และรองประธานาธิบดีโรดริเกซ จะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ พร้อมส่งคำเตือนผ่านสื่อว่า หากเธอไม่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง อาจต้องเผชิญผลลัพธ์ที่รุนแรงยิ่งกว่าประธานาธิบดีมาดูโร ขณะที่มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯจะจับตาการกระทำของโรดริเกซมากกว่าถ้อยแถลง นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องมี “การเข้าถึงอย่างเต็มรูปแบบ” ต่อทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลา เพื่อฟื้นฟูประเทศ และยอมรับว่าการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน เป็นภารกิจที่ซับซ้อนและต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล แม้รองประธานาธิบดีโรดริเกซ จะมีประสบการณ์จากการเป็นรัฐมนตรีน้ำมันและคุ้นเคยกับการทำงานร่วมกับบริษัทต่างชาติก็ตาม
ทั้งนี้ ท่าทีประนีประนอมของรองประธานาธิบดีโรดริเกซ อาจช่วยลดแรงกดดันจากสหรัฐฯ แต่ก็เสี่ยงกระทบฐานอำนาจภายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มสายแข็งที่มองว่าสหรัฐฯ เป็นภัยจักรวรรดินิยม และเห็นว่าการจับกุมประธานาธิบดีมาดูโร เป็นการละเมิดอธิปไตยของชาติ
นอกจากนี้ รองประธานาธิบดีโรดริเกซ ยังต้องเผชิญบททดสอบทางการเมืองในประเทศ เมื่อสมาชิกสภานิติบัญญัติชุดใหม่ จะเข้าพิธีสาบานตนที่สมัชชาแห่งชาติ ท่ามกลางความไม่ชัดเจนว่า เธอจำเป็นต้องมีพิธีสาบานตนอย่างเป็นทางการหรือไม่ ขณะที่ฝ่ายต่อต้านและประชาชนจำนวนมาก ยังคงจับตาสถานการณ์อย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความกังวลว่าการแทรกแซงของสหรัฐฯ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งยืดเยื้อ และตั้งคำถามถึงความชอบธรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ มีกำหนดหารือประเด็นดังกล่าว ในวันถัดไป
ที่มา Reuters และ Bloomberg

|