หุ้นไทยปรับตัวลงแรงกว่า 10 จุด ตามตลาดต่างประเทศ จากความกังวลนโยบายประธานเฟดคนใหม่ ขณะที่โค้งสุดท้ายเลือกตั้งทำตลาดผันผวนมากขึ้น ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรงกว่า 10 จุด ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ ทำดัชนีอยู่ที่ 1,316.83 จุด มูลค่าการซื้อขาย 17,316 ล้านบาท โดยมีหุ้น DELTA ฉุดตลาดกว่า 6 จุด รวมถึง HMRPO-KTB-SCC-BDMS 
บล.โกลเบล็ก คาดดัชนีมีโอกาสอ่อนตัวลงตามทิศทางตลาดต่างประเทศ โดยนักลงทุนยังประเมินนโยบายของเฟด หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์เสนอชื่อ เควิน วอร์ช ขึ้นเป็นประธานเฟดคนใหม่แทน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ที่อ่อนตัวลงกดดันหุ้นกลุ่มพลังงานมองกรอบดัชนี 1,315-1,335 จุด ด้าน บล.ยูโอบีเคย์เฮียนแนะระวังความผันผวนของหุ้นไทยจากความไม่แน่นอนของผลการเลือกตั้ง หุ้นไทยอาจผันผวนมากขึ้นจาก 1) SET ปรับขึ้นจากจุดต่ำสุด 1,234 จุด มา +8.2% สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ +6.9% สะท้อนว่า election rally ถูก price in ไปพอสมควร 2) ผลคะแนนของ 3 พรรคใหญ่ตามโพลล่าสุด ชนะกันไม่เด็ดขาด (พรรคละ 120-150 คะแนน หรือ 3 พรรค รวมกัน 400 ที่นั่ง) ทำให้อำนาจต่อรองแต่ละพรรคไม่แตกต่างมาก จึงอาจเกิดการต่อรองที่ใช้เวลานาน 3) แม้การจับขั้วตั้งรัฐบาลอาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่สถิติเชิงประจักษ์ แสดงให้เห็นถึงความล่าช้าของการเบิกจ่ายงบประมาณในปีแรกของรัฐบาล ซึ่งมักกระทบต่อกลุ่มที่อิงรายจ่ายและการลงทุนภาครัฐ และอาจกดดันซ้ำเติมต่อ GDP ในช่วงครึ่งปีแรกที่มีแนวโน้มชะลอตัวจากปีก่อน ภาพรวมกลยุทธ์ นักลงทุนควรกำหนดจุดขายล็อคกำไร และตัดขาดทุน ในกรอบ 1,315-1,345 จุด // กลุ่มที่อาจพิจารณาเสี่ยงขายทำกำไรเมื่อปรับขึ้น (sell into strength) ได้แก่ พลังงาน, สื่อสาร, วัสดุก่อสร้าง, บรรจุภัณฑ์ // กลุ่มที่อาจเก็งกำไรสั้น (แบบตัดขาดทุน) จะเป็น กลุ่มที่ลงมาแรงจนเกิดภาวะขายมากเกิน ได้แก่ การแพทย์, การเงิน, ค้าปลีก (แต่ไม่เสี่ยงเล่นจนประกาศงบ) // กลุ่มปันผลสูง หรือได้บาทอ่อนน่าสนใจ รวมไปถึงได้ประโยชน์จากผลตอบแทนพันธบัตรขาขึ้น (ประกัน) แนวรับ 1,315 แนวต้าน 1,335 จุด สัดส่วนลงทุน เงินสด 50% vs พอร์ตหุ้น 50% 
|