ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนบวกในวันจันทร์ (12 ม.ค.) โดยดัชนี S&P 500 และดาวโจนส์ปิดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้น Walmart ที่ปรับตัวขึ้น ขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่มองข้ามความกังวลการที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดฉากสอบสวนเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เกี่ยวกับการบูรณะอาคารสำนักงานใหญ่ของเฟด ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 49,590.20 จุด เพิ่มขึ้น 86.13 จุด หรือ 0.17%, ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,977.27 จุด เพิ่มขึ้น 10.99 จุด หรือ 0.16% และดัชนีแนสแดค ปิดที่ 23,733.90 จุด เพิ่มขึ้น 62.56 จุด หรือ 0.26% หุ้น Walmart พุ่งขึ้น 3% และหนุนดัชนี S&P 500 และแนสแดค โดย Walmart ได้ย้ายจากตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กมายังแนสแดคเมื่อเดือนที่แล้ว นอกจากนี้ Walmart ยังเตรียมเข้าร่วมดัชนี Nasdaq-100 ในวันที่ 20 ม.ค. การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้อาจดึงดูดเงินลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์จากกองทุนดัชนีแบบพาสซีฟ หุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานปรับตัวขึ้น 1.4% ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยี ปรับขึ้น 0.35% ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดแดนลบในช่วงแรกจากข่าวเกี่ยวข้องกับการสอบสวนพาวเวลล์ หลังถูกคุกคามจากการยื่นฟ้องของกระทรวงยุติธรรมซึ่งมุ่งเน้นการให้ข้อมูลของพาวเวลล์ในการแถลงต่อสภาคองเกรสเมื่อปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ของเฟด ซึ่งสร้างความกังวลต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ 
พาวเวลล์ระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อเข้ามามีอิทธิพลต่อการกำหนดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้กดดันให้เฟดลดดอกเบี้ยลง ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนม.ค. 2025 ปีเตอร์ คาร์ดิลโล (Peter Cardillo) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ตลาดของ Spartan Capital Securities ในนิวยอร์กกล่าวว่า “ข่าวที่ว่าพาวเวลล์ถูกกระทรวงยุติธรรมสอบสวนทางอาญานั้น ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณล่วงหน้าไว้แล้ว ผมจึงคิดว่า ตลาดสามารถรับมือกับเรื่องนี้ได้ค่อนข้างนิ่งในตอนนี้ และการที่อดีตผู้ว่าการเฟดออกมาสนับสนุนพาวเวลล์ยังคลายกังวลให้กับตลาดด้วยเช่นกัน” คาร์ดิลโลระบุว่า นักลงทุนยังจับตาฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ของบริษัทในสหรัฐฯ ด้วย นักวิเคราะห์คาดว่า กลุ่มเทคโนโลยีจะอยู่แถวหน้าในดัชนี S&P 500 ที่มีอัตรากำไรเพิ่มขึ้นสำหรับการประกาศงบการเงินรอบนี้ ข้อมูลของ LSEG คาดว่า กำไรกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้น 26.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรรวมของบริษัทในดัชนี S&P 500 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 8.8% จากปีก่อน โดยฤดูกาลรายงานผลประกอบการจะเริ่มขึ้นในวันอังคาร เริ่มจาก JPMorgan Chase และธนาคารรายใหญ่อื่น ๆ หุ้นกลุ่มธนาคารและบริษัทบัตรเครดิตเผชิญแรงกดดัน หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์เรียกร้องให้กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ 10% เป็นเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. ข่าวดังกล่าวส่งผลให้หุ้นกลุ่มการเงินลดลง 0.8% และเป็นกลุ่มที่ลดลงมากที่สุดในดัชนี S&P 500 หุ้น Citigroup ร่วง 3%, หุ้น American Express บริษัทบัตรเครดิต ร่วงลง 4.3% ขณะที่บริษัทกลุ่มสินเชื่อผู้บริโภครายอื่น ๆ ปรับลดลงเช่นกัน อาทิ Capital One ซึ่งปิดลบ 6.4% ด้านหุ้น Affirm Holdings ผู้ให้บริการ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” (BNPL) ร่วงลง 6.6% นักลงทุนยังจับตารายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนธ.ค. ของสหรัฐฯ คืนนี้ เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยตลาดคาดว่า จะมีการปรับลดดอกเบี้ยอย่างน้อยสองครั้ง ครั้งละ 0.25% ในปีนี้ ที่มา Reuters 
|