ตลาดหันโฟกัสงบดุลสหรัฐฯ แทนดอกเบี้ย หลังเคาะเลือก “เควิน วอร์ช” นั่งเก้าอี้ผู้นำเฟด

รูป ตลาดหันโฟกัสงบดุลสหรัฐฯ แทนดอกเบี้ย หลังเคาะเลือก “เควิน วอร์ช” นั่งเก้าอี้ผู้นำเฟด

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -2 ก.พ. 69 11:41 น.

 

ตลอดช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดำเนินการสรรหาผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ ตลาดการเงินถกเถียงกันว่า ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่จะลดอัตราดอกเบี้ยมากน้อยเพียงใดตามข้อเรียกร้องของทรัมป์ แต่หลังจากทรัมป์เคาะเลือก “เควิน วอร์ช” อดีตผู้ว่าการเฟด ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องจุดยืนด้านนโยบายการเงินและการวิพากษ์วิจารณ์เฟดอย่างรุนแรง ประเด็นถกเถียงในตลาดได้เปลี่ยนจากอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ไปสู่ขนาดงบดุลมูลค่า 6.6 ล้านล้านดอลลาร์ และบทบาทของเฟดในตลาดการเงินโดยรวม

 

วอร์ชได้วิจารณ์การที่เฟดปล่อยให้งบดุลของธนาคารกลางขยายตัวอย่างมหาศาลมาโดยตลอด ซึ่งทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า หากเขาได้ขึ้นเป็นประธานเฟด อาจเร่งลดขนาดงบดุลอย่างจริงจัง ความคาดหวังดังกล่าวได้ผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นในวันศุกร์ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ส่วนราคาทองคำกับเงินร่วงลงอย่างรุนแรง

 

แซก กริฟฟิธส์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตราสารหนี้และเศรษฐกิจมหภาคของ CreditSights กล่าวว่า “วอร์ชเป็นคนที่วิจารณ์การขยายงบดุลของเฟดอย่างหนักหน่วง”

 

แนวคิดของวอร์ชซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ มุ่งหวังจะลดขนาดงบดุลและผลักดันการปฏิรูปเพิ่มเติม ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจส่งผลโดยตรงต่ออัตราดอกเบี้ยระยะยาว รวมถึงตลาดการเงินสำคัญ

 

หากเฟดภายใต้การนำของเควิน วอร์ช ลดบทบาทในตลาดจริง อาจสวนทางกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการกดต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวให้อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งอาจบีบให้กระทรวงการคลังหรือหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ต้องเข้ามามีบทบาทดูแลตลาดมากขึ้น ท่ามกลางภาระการกู้ยืมของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น และหนี้สาธารณะที่พุ่งเกิน 30 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว

 

ก่อนหน้านี้ ในเดือนม.ค. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งการให้ Fannie Mae และ Freddie Mac ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ เข้าซื้อตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (MBS) มูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยจำกัดต้นทุนของผู้ซื้อบ้าน

 

เกร็ก ปีเตอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนร่วมของ PGIM Fixed Income และสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาการกู้ยืมของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า “หากเชื่อในสิ่งที่วอร์ชพูดว่า เขาไม่ชอบการใช้งบดุลเพื่อกดอัตราผลตอบแทน นั่นก็หมายความว่าภาระจะตกอยู่ที่กระทรวงการคลัง”

 

ขณะเดียวกัน วอร์ชอาจให้เหตุผลว่า การลดขนาดงบดุลจะทำให้สภาวะการเงินตึงตัวขึ้น และเปิดทางให้เฟดสามารถลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ลึกยิ่งขึ้น

 

สตีเฟน มิแรน ผู้ว่าการเฟดซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยทรัมป์ กล่าวว่า ตามทฤษฎีแล้ว เฟดสามารถใช้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นมาชดเชยผลกระทบจากการลดขนาดงบดุลได้ หากต้องการลดบทบาทของเฟดในระบบเศรษฐกิจ โดยหากการลดงบดุลทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับสูงขึ้น เฟดก็อาจลดดอกเบี้ยระยะสั้นเพื่อผ่อนคลายภาวะการเงินแทน

 

สำหรับวอร์ชนั้น เดิมทีเคยสนับสนุนนโยบายซื้อพันธบัตรของเฟด หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในช่วงดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2006-2011 แต่ต่อมาได้วิจารณ์นโยบายดังกล่าวอย่างเปิดเผย และตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการเดินหน้าซื้อสินทรัพย์ของเฟดอย่างต่อเนื่อง

 

นับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก ไปจนถึงช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เฟดได้สะสมพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้จำนวนมหาศาล เพื่อพยุงเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพของตลาด

 

 

การครอบงำด้านนโยบายการเงิน

วอร์ชให้ความเห็นว่า การซื้อพันธบัตรอย่างเข้มข้นเกินไปได้กดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน นำไปสู่การส่งเสริมพฤติกรรมรับความเสี่ยงของตลาด และกระตุ้นให้รัฐบาลก่อหนี้เพิ่ม จนนำไปสู่ภาวะที่เขาเรียกว่า “การครอบงำด้านนโยบายการเงิน” ซึ่งตลาดพึ่งพาการอัดฉีดจากธนาคารกลางมากเกินไป

 

เขาเสนอทางออกให้ลดการพิมพ์เงินลงเล็กน้อย ปล่อยให้งบดุลลดลง และให้รัฐมนตรีคลังดูแลด้านการคลัง ซึ่งจะช่วยให้อัตราดอกเบี้ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

วอร์ชยังเรียกร้องให้มี “ข้อตกลงระหว่างกระทรวงการคลัง-เฟดฉบับใหม่” คล้ายกับข้อตกลงในปี 1951 เพื่อกำหนดเป้าหมายขนาดงบดุลเฟดอย่างชัดเจนร่วมกัน

 

อย่างไรก็ดี การลดขนาดงบดุลเฟดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งหากวอร์ชผ่านการรับรองให้เป็นผู้นำเฟดต่อไป เขาจะต้องรับมือกับงบดุลที่มีขนาดใหญ่กว่าเมื่อครั้งที่เขาทำงานอยู่ที่เฟดหลายเท่าตัว อีกทั้ง ตลาดการเงินยังมีความอ่อนไหวต่อระดับการเปลี่ยนแปลงของสภาพคล่องสูง ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ ในปี 2019 ซึ่งเฟดต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือตลาดเงิน หลังอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ล่าสุด ปลายปี 2025 การกู้ยืมของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น ผนวกกับการลดขนาดงบดุล (QT) ของเฟดได้ดูดสภาพคล่องออกจากระบบ ส่งผลให้เฟดต้องหยุด QT และกลับมาซื้อพันธบัตรระยะสั้นราว 40,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน เพื่อลดแรงกดดันในตลาดเงิน

 

นักวิเคราะห์ชี้ว่า ระบบ “เงินสำรองเหลือเฟือ” ที่เฟดใช้อยู่ในปัจจุบัน ทำให้การปรับลดงบดุลอย่างมีนัยสำคัญต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านกฎระเบียบของธนาคาร

 

โจเซฟ อาเบต หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ของ SMBC Nikko Securities America ระบุว่า เหตุการณ์เงินทุนตึงตัวเมื่อช่วงปีก่อนสะท้อนให้เห็นว่า ความต้องการเงินสำรองของธนาคารและขนาดงบดุลของเฟด ในที่สุดแล้วจะถูกกำหนดด้วยการกำกับดูแลและความต้องการสภาพคล่องภายในของธนาคารพาณิชย์

 

หลังวิกฤตการเงินโลก ผู้กำหนดนโยบายได้ปรับมาใช้กรอบเงินสำรองในระดับที่เพียงพอ เพื่อให้มีเงินสดหมุนเวียนในระบบมากพอ ช่วยให้ธนาคารสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสภาพคล่องและชำระธุรกรรมต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งการกู้ยืมจากเฟด อย่างไรก็ดี หากระบบกลับไปสู่ภาวะที่เงินสำรองขาดแคลน อาจทำให้ธนาคารบางแห่งใช้เงินเกินบัญชี ต้องกู้ยืมมากขึ้น และส่งผลให้งบดุลของเฟดผันผวนมากขึ้นตามไปด้วย

 

ที่มา Bloomberg

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting & Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju