ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ (20 ก.พ.) นำโดยหุ้น Alphabet, Amazon และหุ้นขนาดใหญ่ หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัย 6 ต่อ 3 เสียง ให้ยกเลิกมาตรการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศใช้ภายใต้กฎหมาย “IEEPA” ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีใช้มาตรการเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินเมื่อปีที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,625.97 จุด เพิ่มขึ้น 230.81 จุด หรือ +0.47%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,909.51 จุด เพิ่มขึ้น 47.62 จุด หรือ +0.69% และดัชนีแนสแดค ปิดที่ 22,886.07 จุด เพิ่มขึ้น 203.34 จุด หรือ +0.90% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์บวกไป 0.25%, S&P 500 ปรับขึ้น 1.08% ส่วนแนสแดคเพิ่มขึ้น 1.51% แต่หากนับตั้งแต่ต้นปี ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้นเกือบ 1% ยังตามหลังดัชนีหุ้นโลกของ MSCI ที่เพิ่มขึ้นกว่า 3% หลังศาลมีคำวินิจฉัย ทรัมป์ประกาศว่าจะใช้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้า ปี 1974 เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกในอัตรา 10% เป็นเวลา 150 วัน เพื่อทดแทนมาตรการเดิมที่ศาลสั่งยกเลิก ด้านนักลงทุนคลายกังวลที่อัตราภาษีใหม่ 10% ไม่ได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จาก Penn-Wharton Budget Model เตือนว่า อาจมีความเสี่ยงที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องคืนเงินภาษีมากกว่า 175,000 ล้านดอลลาร์ หลังมีบริษัทหลายพันแห่งทั่วโลกยื่นฟ้องร้องและขอคืนภาษีที่ได้ชำระไปแล้ว ข้อมูลเศรษฐกิจที่เผยแพร่ล่าสุดชี้ว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ไตรมาส 4 ปี 2025 (ประมาณการเบื้องต้น) ขยายตัวเพียง 1.4% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 3.0% โดยได้รับผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล ขณะที่ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 2.9% ในเดือนธ.ค. 2025 เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 2.8% หลังจากเพิ่มขึ้น 2.8% ในเดือนพ.ย. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนีเพิ่มขึ้น 0.4% สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 0.3% จาก 0.2% ในเดือนพ.ย. 
ดัชนี Core PCE ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 3.0% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จาก 2.8% ในเดือนพ.ย. และเมื่อเทียบรายเดือน เพิ่มขึ้น 0.4% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนพ.ย. สูงกว่าผลสำรวจที่คาดการณ์ไว้ที่ 0.3% เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 4 ชะลอตัวมากกว่าที่คาด ขณะที่เงินเฟ้อเดือนธ.ค. เร่งตัวขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีโอกาสมากกว่า 50% ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยภายในเดือนมิ.ย. ตามข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ในสัปดาห์นี้ นักลงทุนยังจับตาผลประกอบการของ Nvidia ท่ามกลางความกังวลมูลค่าหุ้นในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ผันผวนอย่างหนัก เนื่องจากมูลค่าหุ้นอยู่ในระดับสูง ขณะที่ข้อบ่งชี้ว่า การลงทุนมหาศาลด้าน AI จะนำไปสู่การสร้างรายได้และกำไรที่ยั่งยืนนั้นมีอยู่จำกัด ภาพรวมหุ้นรายตัว - หุ้นขนาดใหญ่หนุนตลาด โดยหุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google พุ่งขึ้น 3.7% ขณะที่ Amazon เพิ่มขึ้น 2.6% และ Apple ปรับขึ้น 1.5% - กลุ่มบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีเดิมปรับตัวขึ้นเช่นกัน อาทิ Hasbro, Wayfair, Williams-Sonoma และ RH ซึ่งราคาหุ้นเพิ่มขึ้นระหว่าง 0.5-2.3% - หุ้น Akamai Technologies ร่วงลง 14% หลังบริษัทคาดการณ์กำไรไตรมาสแรกต่ำกว่าที่ตลาดคาด ภาพรวมการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ค่อนข้างเบาบาง โดยจำนวนหุ้นที่มีการซื้อขายอยู่ที่ 18,300 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20 วัน ซึ่งอยู่ที่ 20,300 ล้านหุ้น - ดัชนี S&P 500 มีจำนวนหุ้นบวก มากกว่าหุ้นลบ ในสัดส่วน 2 ต่อ 1 โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 34 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 7 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดคมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 81 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 153 ตัว ที่มา Reuters 
|