SCB EIC หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 1.4% ฟันธงเศรษฐกิจทั่วโลกเจอ “Stagflation” มองขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท เป็นทิศทางที่ถูกต้อง หวั่นตรึงราคานานสร้างผลเสียมากกว่า แนะรัฐเลิกอุ้มราคาทั้งระบบ ใช้ 3T รับมือ นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสานงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปีนี้ลงเหลือโต 1.4% จากเดิมคาด 1.8% ขณะที่เงินเฟ้อปีนี้ คาดว่าในกรณีฐาน มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเกินกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปอยู่ที่ 3.2% จากเดิมที่คาดว่าใกล้ 0% -สำหรับการส่งออกในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 1.2% จากเดิมคาด 1.6% การนำเข้า คาดว่าจะอยู่ที่ 6.2% จากเดิมที่ 2.7% ปัจจัยลบหั่นประมาณการจีดีพีปี 69 -ผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว -อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไทยเฉลี่ยทั้งปีจะเร่งตัวขึ้นมากเกินกรอบเป้าหมายของธปท.ที่อยู่ที่ 3.2% โดยเงินเฟ้อจะเริ่มสูงขึ้นจากหมวดพลังงานและโลจิสติกส์ ก่อนกระขายไปสู่สินค้าวัตถุดิบการผลิตขาดแคลนไม่พอใช้ -การใช้จ่ายในประเทศจะชะลอตัวลง โดยเฉพาะการบริโภคที่มีแนวโน้มจะถูกกระทบจากกำลังซื้อครัวเรือน -ความเชื่อมั่นที่ลดลงตามราคาพลังงานและอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น -ภาคธุรกิจจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่อยู่ในระดับสูงและอัตรากำไรที่ลดลง -ธุรกิจชะลอการลงทุนจากความไม่แน่นอนสูงขึ้น -เสถียรภาพเศรษฐกิจจะมีความเปราะบางมากขึ้น จากแนวโน้มโอกาสขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และการขาดดุลการคลังที่สูงขึ้น SCB EIC ประเมิน 3 ฉากทัศน์ของสงครามตะวันออกกลาง 1.Base Case โอกาสเกิดขึ้น 50% ระยะเวลาสงคราม น้อยกว่า 8 สัปดาห์ ผลกระทบ ขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และท่อ Yanbu/Fujairh ได้ ติดลบ 20% จากปริมาณเดิม โดยประเมินกรอบราคาน้ำมันที่ 80-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จีดีพีโต 1.4% และเงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ 3.2% 2.Adverse Case ระยะเวลาสงคราม 8-16 สัปดาห์ ผลกระทบ ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และท่อYanbu/Fujairh ได้ ติดลบ 10% โครงสร้างพื้นฐานพลังงานด้านขนส่ง / Refinery process ถูกทำลายอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมันจะอยู่ที่ 100-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประเมินจีดีพีจะลดลงมาอยู่ที่ 0.8-1.1% และเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 4-5% 3.Severe Case ระยะเวลาสงครามมากกว่า 16 สัปดาห์ ผลกระทบ ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และท่อ Yanbu/Fujairh ได้มากกว่า 10% จากปริมาณเดิม โครงสร้างพลังงานถูกทำลายอย่างหนัก ต้องซ่อมแซมครั้งใหญ่/สร้างใหม่ ส่งผลกระทบต่อระยะยาว ประเมินผลกระทบต่อจีดีพีคาดจะทำให้ติดลบ 0.5% ถึง 1% เงินเฟ้อมากกว่า 5% และราคาน้ำมันดิบ 120-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล -มาตรการภาครัฐที่จะออกมา โดยเฉพาะกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มว่าจะต้องรอให้รัฐบาลค้ำประกันการชำระคืนหนี้ในเพดานวงเงินกู้ที่สูงขึ้น รวมถึงการช่วยเหลือต่างๆ จะช่วยรองรับผลกระทบในประเทศได้บ้าง แต่จะทำได้ไม่เต็มที่เช่นในอดีต เนื่องจากหนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดานที่ 70% -ภาครัฐจะระมัดระวังความเสี่ยงของการปรับลดเครดิตเรตติ้งของประเทศ ประกอบกับรายได้จัดเก็บภาษีที่อาจถูกกระทบตามแนวโน้มเศรษฐกิจ จะทำให้การขาดดุลการคลังของไทยจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น มองนโยบายการค้าเจอความท้าทาย Stagflation -กนง.มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ของปีนี้ โดยประเมินว่า กนง.จะไม่เลือกปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อที่สูงขึ้น โดย กนง.อาจ Wait and see ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูง และ Policy space ที่มีจำกัด -เงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ภาคธุรกิจอาจไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภคได้มากนักภายใต้อุสงค์ที่ซบเซา -การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำอย่างต่อเนื่อง และมีความเปราะบางจากปัญหาภาระหนี้ในภาคครัวเรือนและ SMEs -การลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเกินกรอบของนโยบายการเงิน อาจทำให้ตลาดตั้งคำถามกับ Commitment ของธปท. ต่อ Inflation targeting และอาจทำให้ค่าเงินอ่อนค่าเร็วขึ้น ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพิ่มเติม -ประสิทธิภาพของการลดดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจมีค่อนข้างจำกัด ภายใต้ภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมาก และเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง “กนง.อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้อีก 1 ครั้งในปีนี้ หากผลกระทบต่อจีดีพีรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ธปท. ตั้งใจที่จะใช้มาตรการเฉพาะจุดต่างๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลของนโยบายการเงิน เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรการ Soft loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เป็นต้น”นายยรรยง กล่าว -ยอมรับว่า Stagflation หรือเศรษฐกิจชะลอตัว และเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกอย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีจุดแข็ง คือ ฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง มีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงทำให้ ธปท. เองยังมีเครื่องมือในการบริหารจัดการต่างๆ และอาจยังไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้น เปิด 3 ทางออก เชิงนโยบาย ช่วยแบบหน้ากระดาน สู่ 3T -การอุดหนุนพลังงานแบบหน้ากระดานที่ราคาต่ำเกินไปเป็นเวลานาน จะสร้างภาระทางการคลังที่สูงมากเกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะผู้มีรายได้สูงใช้พลังงานมากกว่าผู้มีรายได้น้อย ไม่สนับสนุนให้เกิดการประหยัด นำไปสู่ดุลการค้าที่แย่ลงมาก และสร้างความเสี่ยงที่อาจต้องปล่อยให้ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นมากในเวลาอันสั้น จนทำให้เศรษฐกิจชะงักงันแบบเฉียบพลันได้ -ภาครัฐควรปรับใช้มาตรการ 3T Targeting-Temporary-Transform เพื่อบริหารความเสี่ยงในระยะสั้น ดังนี้ -Targeting ช่วยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกระทบแรง มาตรการอุดหนุนเฉพาะกลุ่มแก่กลุ่มมีรายได้น้อย เกษตรกร หรือกลุ่มขนส่งสาธารณะ เพื่อลดผลกระทบเดือดร้อนอย่างตรงจุด - Temporary การบริหารราคาพลังงาน ในลักษณะ Managed Float คือ การทยอยปรับขึ้นราคาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ฝืนทิศทางของราคาในตลาด เพื่อทำให้เวลาผู้บริโภคในการปรับตัว และลดความเสี่ยงด้านการคลัง -Transform ใช้วิกฤติเป็นโอกาสปรับตัวเพื่อเพิ่มความมั่นคงพลังงาน การสร้างแรงจูงใจเอกชนในการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และยกระดับเสถียรภาพของระบบพลังงานในระยะยาว -ส่วนราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น 6 บาทนั้น มองว่า การที่ภาครัฐปรับนโยบายจากการอุดหนุนราคาขายปลีกแบบหน้ากระดาน มาเป็น Managed Float เป็นการดำเนินนโยบายที่ถูกต้อง แต่กรดำเนินการจะต้องปรับให้ราคาสูงแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะการตรึงราคาแบบหน้ากระดานมีผลเสียค่อนข้างมาก ในแง่การใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด โดยหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง มีประเด็นเครดิตเรตติ้ง เชื่อว่าภาครัฐคงต้องใช้ทรัพยากรอย่างระมัดระวัง “เชื่อว่ารัฐบาลคงไม่ปล่อยให้ราคาขึ้นไปทันทีจนถึงราคาที่แท้จริง ซึ่งตอนนี้รู้ว่าอาจจะหมายถึง 60 หรือมากกว่านั้นต่อลิตร เพราะถ้าการให้มีการตรึงราคาต่ำมาก จะทำให้ประชาชนอาจไม่ได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา หรือ ประหยัด เพราะเป็นเรื่องของแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ คนส่วนใหญ่จะตอบสนองต่อเรื่องราคา ถ้าเรายังใช้พลังงานเท่าเดิม สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ การขาดดุลทั้งการค้า และบัญชีเดินสะพัด จะสูงมาก เพราะราคาพลังงานสูงมาก เป็นเรื่องหนึ่ง”นายยรรยง กล่าว -และการตรึงราคาแบบนี้ คนที่ได้ประโยชน์มาก คือ คนที่มีรายได้สูง คนที่ใช้พลังงานมากกว่า พลังงานในการโดยสารรถยนต์ หรือการทำธุรกิจ มันมีเรื่องความเหลื่อมล่ำ อีกเรื่องที่กังวล คือ หากตรึงไว้นานๆ ถึงเวลาต้องปล่อยอาจไม่ใช่ 6 บาท คล้ายกับในหลายปีที่ผ่านมา หรือปี 97b มีการบริหารจัดการค่าเงิน และใช้เงินสำรองจนหมดหน้าตัก ถึงเวลานั้นอาจทำให้เศรษฐกิจช็อกมากๆ “ถามว่า 6 บาทแรงไหม ก็แรง แต่ก่อนหน้าเราใช้นโยบายตรึงค่อนข้างนั้น ทำให้เกิดปัญหาหลายเรื่อง ต้องทยอยปล่อย และทิศทางคงต้องเป็นแบบนี้ ชดเชยน้อยลง และสนับสนุนเป็นกลุ่มเป้าหมายแทน อย่างที่รัฐบาลพูดถึง กลุ่มคนเปราะบาง เกษตรกร ทิศทางมันถูกแล้ว”นายยรรยง กล่าว -ส่วนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่อาจส่งผลกระทบนั้น แน่นอนต้องเกิดผลกระทบ เพราะ 6 บาท เป็นการขึ้นแบบมากที่สุด คงมีผลต่อจิตวิทยา และทำให้คนเริ่มออกมาปรับแผนในการใช้จ่าย น่าจะมีผล แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับทรัพยากรที่ภาครัฐมี และคงมองว่า กองทุนน้ำมันน่าจะติดลบเกือบ 40,000 ล้านบาท อาจติดเรื่องเกณฑ์ต่างๆ และต้องดำเนินการแบบนี้ หากเริ่มต้นค่อยๆ ทยอยทำเรื่องนี้ อาจไม่จำเป็นต้องขึ้นมากขนาดนี้ แต่เชื่อว่า ทิศทางต้องเป็นแบบนี้ และยอมรับความจริงว่า วิกฤติรอบนี้รุนแรงมาก เพราะรอบนี้น้ำมันหายไปจากตลาดโลกจริงๆ |