| นักวิเคราะห์มองตลาดหุ้นจีนมีลุ้นรับอานิสงส์ หลังการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงที่เพิ่งผ่านพ้นไป ท่ามกลางความหวังว่า การประชุมสุดยอดครั้งนี้จะช่วยคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้าและฟื้นฟูโมเมนตัมการลงทุน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของจีนที่ยังตามหลังตลาด ก่อนการหารือของสองผู้นำจะสิ้นสุดลง Goldman Sachs มองว่า การพบกันครั้งนี้ยังคงเป็นปัจจัยทางเทคนิคที่กระตุ้นการแข็งค่าของค่าเงินหยวนและตลาดหุ้นจีน แม้คาดว่าจะไม่มีการทำข้อตกลงใหญ่ ๆ ก็ตาม โดยธนาคารคาดการณ์ว่า จีนจะตกลงซื้อสินค้าเกษตร พลังงาน และเครื่องบินจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เพื่อแลกกับการเลี่ยงไม่ให้ถูกตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติม ตง เฉิน ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนของ Bank J Safra Sarasin มองว่าการประชุมสุดยอดครั้งนี้เป็นปัจจัยหนุนระยะสั้นสำหรับหุ้นจีน ซึ่งตามหลังหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ มาหลายเดือน ซึ่งกลุ่มหลังนี้ได้แรงหนุนจากเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้ตลาดดูเหมือนไม่ได้คาดหวังต่อการประชุมครั้งนี้มากนัก แต่เฉินระบุว่า นักลงทุนค่อนข้างมีมุมมองในเชิงบวก การที่ทรัมป์กับสี จิ้นผิงตกลงมาพบกันก็นับเป็นสัญญาณที่ดีแล้ว นั่นหมายความว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายเริ่มคลายความตึงเครียดลงแม้ไม่มากนัก แต่ก็ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบริษัทเทคโนโลยีของจีนที่ยังเผชิญกับข้อจำกัดจากมาตรการควบคุมการส่งออกชิปของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงที่นักลงทุนแห่เข้าลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะในเกาหลีใต้และไต้หวัน ทางด้าน จง เส้า นักวิเคราะห์ด้านอินเทอร์เน็ตจีนจาก Barclays เผยว่า สมรภูมิการแข่งขันที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ กับจีนนั้น คือเรื่อง AI และอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้คือขีดความสามารถในการประมวลผล ซึ่งอาวุธลับ หรืออาจจะไม่ลับแล้วสำหรับผู้เล่นในภาค AI ของสหรัฐฯ คือการเข้าถึงชิปของ Nvidia ซึ่งบริษัทจีนไม่มีโอกาสนั้น เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า การที่เจนเซน หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia ปรากฏตัวที่ปักกิ่งเคียงข้างทรัมป์ จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่เฝ้าติดตามการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ การเข้าถึงชิปรุ่นล่าสุดของ Nvidia จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อผู้เล่นในจีนเพื่อที่จะก้าวขึ้นไปแข่งขันบนเวทีโลก ทางด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานหลังการหารือระหว่างผู้นำจีน-สหรัฐฯ ไม่นาน โดยอิงแหล่งข่าวระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้อนุมัติการขายชิปปัญญาประดิษฐ์รุ่น H200 ของ Nvidia ให้กับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ 10 แห่งของจีน ซึ่งรวมถึง Alibaba, Tencent, ByteDance และ JD.com ซึ่งนับเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญสำหรับภาค AI ของจีน ขณะเดียวกัน นักลงทุนเริ่มมีมุมมองที่เป็นบวกมากขึ้นต่อระบบนิเวศ AI ของจีน หลังจากผลประกอบการล่าสุดของบริษัท Alibaba และ Tencent บ่งชี้ว่าความต้องการด้านคลาวด์และ AI กำลังเร่งตัวขึ้น เส้ากล่าวว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มเปลี่ยนไปหลังจากบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ในสหรัฐฯ รายงานการเติบโตที่แข็งแกร่ง ซึ่งในเวลานี้นักลงทุนเริ่มเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรแล้ว ยักษ์ใหญ่ด้านอินเทอร์เน็ตของจีนอาจจะแค่ตามหลังสหรัฐฯ อยู่เพียงไม่กี่ไตรมาสในแง่ของการลงทุนดังกล่าว ขณะที่นักลงทุนบางส่วนยังคงมีท่าทีระมัดระวัง แต่เริ่มเห็นการฟื้นตัวปรากฏในตลาดบ้างแล้ว อาทิ ดัชนี Hang Seng Tech ที่ขยับขึ้นประมาณ 0.5% วานนี้ ขณะที่ดัชนี Hang Seng ปรับตัวขึ้นประมาณ 0.3% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ดัชนี Hang Seng ปรับตัวขึ้นมากกว่า 3% ขณะที่ดัชนี Hang Seng Tech ลดลงกว่า 7% ส่วนดัชนี CSI 300 ในจีนแผ่นดินใหญ่เพิ่มขึ้นเกือบ 7% ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน เฉินตั้งข้อสังเกตว่า หุ้นที่ได้รับประโยชน์จาก AI ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในด้านฮาร์ดแวร์ จัดอยู่ในกลุ่มหุ้น A-share ซึ่งจะเห็นได้ว่ากลุ่มนี้มีผลประกอบการที่โดดเด่นมากในจีน สวนทางกับหุ้นในดัชนี Hang Seng Tech ของฮ่องกงซึ่งเป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตและอีคอมเมิร์ซ ซึ่งไม่ใช่ผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากเทคโนโลยี AI ที่มา CNBC |