*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ ปิดที่ 56.66 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 51 เซนต์ หรือ 0.9% สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ระดับ 60.47 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 65 เซนต์ หรือ 1.1% โดยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สัญญาน้ำมันดิบทั้ง 2 สัญญา ปรับตัวลดลงราว 1% หลังจากร่วงลงประมาณ 4% ในสัปดาห์ก่อนหน้า ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นเล็กน้อย จากความเป็นไปได้ที่จะเกิดการหยุดชะงักด้านอุปทาน หากสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการสกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันของเวเนซุเอลา ขณะที่ตลาดยังรอความคืบหน้าเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน *** เบธ แฮมแมค ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาคลีฟแลนด์ ระบุว่า ยังไม่เห็นความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯในช่วงหลายเดือนข้างหน้า หลังจากเฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุม 3 ครั้งล่าสุด โดยแฮมแมค คัดค้านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากกังวลต่อระดับเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง มากกว่าความเปราะบางของตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่เจ้าหน้าที่เฟดใช้สนับสนุนการลดอัตราดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้น 0.75% ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แฮมแมคระบุว่า เฟดไม่จำเป็นต้องปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในกรอบ 3.5% ถึง 3.75% อย่างน้อยจนกว่าจะถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และบริษัทยารายใหญ่ 9 แห่ง ประกาศบรรลุข้อตกลง เพื่อลดราคายาของบริษัทเหล่านี้ สำหรับโครงการเมดิเคดของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงผู้ป่วยที่จ่ายเงินสดโดยตรง ซึ่งถือเป็นความพยายามล่าสุดของประธานาธิบดีทรัมป์ ในการปรับต้นทุนยาของสหรัฐให้สอดคล้องกับระดับราคาของประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ บริษัทที่เข้าร่วมข้อตกลงประกอบด้วย บริสตอล ไมเออร์ส สควิบบ์, กิลเลียด ไซแอนเซส, เมอร์ค และเจเน็นเทค ซึ่งเป็นหน่วยงานในสหรัฐฯ ของโรช ขณะที่โนวาร์ตีส, แอมเจน, เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์, ซาโนฟี และจีเอสเค ก็ได้ลงนามเข้าร่วมเช่นกัน *** รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย ผลักดันการปฏิรูปนโยบายครั้งใหญ่ในช่วงการประชุมรัฐสภาสมัยสุดท้ายของปี โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านการค้าโลก โดยรัฐสภาอินเดียเห็นชอบร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับ ตั้งแต่การเปิดอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ไปจนถึงการอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติ สามารถถือหุ้นในบริษัทประกันภัยได้เต็ม 100% ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังได้นำเสนอแผนเพื่อรวมกฎหมายด้านตลาดทุนของอินเดีย ให้เป็นประมวลกฎหมายฉบับเดียว เพื่อปรับปรุงกรอบกำกับดูแลให้ทันสมัย และจูงใจให้มีการเข้าร่วมในตลาดมากขึ้น *** การส่งออกแม่เหล็กแรร์เอิร์ธของจีนไปยังสหรัฐฯ ลดลง 11% ในเดือน พ.ย. เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวในทันที แม้ 2 ชาติเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกจะบรรลุข้อตกลงพักรบทางการค้าไปแล้วก็ตาม ข้อมูลจากศุลกากรจีนระบุว่า การส่งออกไปยังสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 582 ตัน ลดลงจาก 656 ตันในเดือน ต.ค. ตัวเลขล่าสุด มีขึ้นหลังจากรายงานอีกฉบับ ซึ่งชี้ให้เห็นว่ายอดขายผลิตภัณฑ์แรร์เอิร์ธทั้งหมด เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบรายเดือน โดยหมวดนี้มีแม่เหล็กเป็นสัดส่วนหลัก *** อีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเทสลา กลายเป็นมหาเศรษฐีที่มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิพุ่งขึ้นสู่ระดับ 749,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังศาลฎีการัฐเดลาแวร์มีคำตัดสินให้ฟื้นฟูสิทธิในหุ้นของเทสลามูลค่า 139,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถูกเพิกถอนเมื่อปีที่แล้ว โดยแพ็กเกจค่าตอบแทนของมัสก์ในปี 2018 ซึ่งเคยมีมูลค่าสูงถึง 56,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้รับการคืนสถานะโดยศาลฎีกาเดลาแวร์ หลังศาลชั้นต้นเคยมีคำตัดสินให้ยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นแพ็กเกจค่าตอบแทนที่สูงมากเกินไป *** อินโดนีเซีย กำลังเร่งอุดช่องว่างรายได้ภาครัฐที่ขาดหายไปอย่างผิดปกติก่อนสิ้นปี ด้วยการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบผู้มีฐานะมั่งคั่งและบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าการขาดดุลงบประมาณ จะขยับเข้าใกล้เพดาน 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เจ้าหน้าที่สรรพากร ได้ยกระดับการตรวจสอบกลุ่มผู้มีรายได้สูง โดยเรียกบางรายเข้าพบ เพื่อตรวจทานแบบแสดงรายการภาษี หวังเพิ่มการจัดเก็บในปีที่รายได้จากภาษีซบเซาอย่างมากสำหรับชาติเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ *** สตีเฟน ดาคัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิงส์ กำลังผลักดันให้ธุรกิจร้านสะดวกซื้อในสหรัฐฯ เร่งฟื้นตัวให้เร็วขึ้น ขณะที่บริษัทมีแผนผลักดันการนำหน่วยธุรกิจดังกล่าวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อระดมทุนสำหรับการลงทุนใหม่และยกระดับผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ดาคัส ซึ่งเข้ารับตำแหน่งซีอีโอเมื่อ 6 เดือนก่อน ระบุว่า จังหวะเวลาของการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) จะขึ้นอยู่กับการดำเนินงานและภาวะตลาด โดยกล่าวว่า “ระยะเวลาจะนานแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก ความจริงคือ เรายังไม่สามารถดึงศักยภาพของ 7-Eleven Inc. ออกมาได้อย่างเต็มที่ และผลการดำเนินงานในสหรัฐฯ ในขณะนี้ยังไม่เพียงพอ” 
*** การปฏิรูปตลาดไฟฟ้าของจีน กำลังช่วยยกระดับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมการกักเก็บพลังงาน ในจังหวะเดียวกับที่อุปสงค์จากต่างประเทศ พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตระบบกักเก็บพลังงานของจีน ซึ่งครองความเป็นผู้นำในตลาดโลกอยู่แล้ว เผชิญกับการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยบริษัทจีนมีแนวโน้มที่จะเพิ่มปริมาณการส่งออกเซลล์แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนสำหรับการกักเก็บพลังงานในตลาดโลกถึง 75% ในปีนี้ ซึ่งจีนได้ส่งออกแบตเตอรี่สำหรับระบบกักเก็บพลังงานและยานยนต์ไฟฟ้ารวมมูลค่ากว่า 65,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ที่มีความสำคัญต่อการสนับสนุนพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าที่หล่อเลี้ยงศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI) *** ภาพยนตร์ Avatar: Fire and Ash ของวอลต์ ดิสนีย์ เปิดตัวขึ้นอันดับ 1 ในบ็อกซ์ออฟฟิศจีน สร้างผลงานเปิดฉายได้อย่างแข็งแกร่ง เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจาก Zootopia 2 ทำลายสถิติภาพยนตร์แอนิเมชันต่างประเทศในประเทศจีน โดยภาคที่ 3 ของแฟรนไชส์ไซไฟ ทำรายได้ 57.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงสุดสัปดาห์เปิดตัว นับเป็นการเปิดตัวที่สูงเป็นอันดับ 2 ของภาพยนตร์ต่างประเทศในจีนในปีนี้ รองจาก Zootopia 2 บ็อกซ์ออฟฟิศจีนในปี 2025 ทำรายได้สะสมไปแล้ว 51,000 ล้านหยวน (ประมาณ 7,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นจากรายได้ทั้งปี 2024 ที่ 42,500 ล้านหยวน โดยการเติบโตส่วนใหญ่มาจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ผลิตในประเทศอย่าง Ne Zha 2 ซึ่งคิดเป็นราว 30% ของยอดขายตั๋วทั้งหมด *** ภูมิภาคนีงาตะของญี่ปุ่น คาดว่าจะให้การรับรองการตัดสินใจเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้งในวันนี้ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของญี่ปุ่น ในการหวนกลับมาใช้นิวเคลียร์ นับตั้งแต่เกิดภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในปี 2011 โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คาชิวาซากิ-คาริวะ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวราว 220 กิโลเมตร เป็นหนึ่งในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 54 เครื่องที่ถูกสั่งปิด หลังเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ ที่สร้างความเสียหายให้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ ก่อให้เกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่เชอร์โนบิล *** เซเรบราส ซิสเต็มส์ ผู้ผลิตชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) เตรียมยื่นเอกสารเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรกในสหรัฐฯ (IPO) คาดว่าน่าจะได้เร็วสุดภายในสัปดาห์นี้ โดยตั้งเป้านำหุ้นเข้าจดทะเบียนในไตรมาส 2 ของปี 2026 โดยบริษัทซึ่งพัฒนาโปรเซสเซอร์ประสิทธิภาพสูง สำหรับงานด้านปัญญาประดิษฐ์ เคยถอนการยื่นไฟลิ่ง IPO ก่อนหน้านี้ในเดือน ต.ค. เพียงไม่กี่วันหลังจากประกาศระดมทุนมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ บริษัทได้ยื่นเอกสารต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) เป็นครั้งแรกในปี 2024 ก่อนจะเลื่อน และเบรกแผน IPO ออกไปเมื่อช่วงต้นปีนี้ *** ผู้ผลิตชิปสัญชาติจีน กำลังเร่งเข้าสู่ตลาดเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) เพื่อระดมทุน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของเป้าหมายประเทศ ในการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี และการชิงความได้เปรียบในการแข่งขันระดับโลกด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยกระแสการเข้าจดทะเบียน พุ่งขึ้นตามความสำเร็จของการเปิดซื้อขายหุ้น 2 รายใหญ่ในตลาดเซี่ยงไฮ้ ที่สร้างความคึกคักอย่างมาก และสะท้อนถึงอุปสงค์ที่ร้อนแรง ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าในอนาคตอาจก้าวขึ้นมาแข่งขันกับยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia ได้ แม้บางบริษัทจะเป็นผู้นำอุตสาหกรรมภายในประเทศอยู่แล้ว แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักในหมู่นักลงทุนต่างชาติ ทำให้การขายหุ้นในตลาดฮ่องกงกลายเป็นบททดสอบสำคัญของความเชื่อมั่น *** การเลิกจ้าง กลายเป็นเทรนด์เด่นของตลาดแรงงานในปี 2025 โดยมีบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่ง ประกาศลดตำแหน่งงานหลายพันอัตรา จากแรงขับเคลื่อนของการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้อย่างกว้างขวาง โดยข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Challenger, Gray & Christmas ระบุว่า ในปีนี้เพียงปีเดียว AI เป็นสาเหตุของการเลิกจ้างเกือบ 55,000 ตำแหน่งในสหรัฐฯ ขณะที่โดยรวมแล้ว จำนวนการเลิกจ้างตลอดปี 2025 อยู่ที่ราว 1.17 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2020 ที่มีการประกาศเลิกจ้างรวม 2.2 ล้านตำแหน่งภายในสิ้นปี ขณะเดียวกัน สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ได้เผยแพร่ผลการศึกษาในเดือน พ.ย. ระบุว่า AI สามารถทำงานแทนแรงงานในตลาดแรงงานสหรัฐฯ ได้แล้วถึง 11.7% และอาจช่วยประหยัดค่าแรงได้สูงสุดถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในภาคการเงิน การดูแลสุขภาพ และบริการวิชาชีพอื่น ๆ 
|