*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 62.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 5 เซนต์ หรือ 0.08% สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 67.75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 23 เซนต์ หรือ 0.3% ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในวันศุกร์ (13 ก.พ.) หลังดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนม.ค. ของสหรัฐฯ ชะลอตัวลง ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันจากความกังวลด้านอุปทาน หลังกลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) มีแนวโน้มกลับมาเพิ่มกำลังการผลิตอีกครั้ง *** กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund - IMF) เผยแพร่รายงานประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยประจำปี 2025 โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงจาก 2.5% ในปี 2024 มาอยู่ที่ 2.1% ในปี 2025 และอยู่ที่ 1.6% ในปี 2026 ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่ยังคงมีอยู่ และอุปสงค์ในประเทศที่ยังถูกจำกัด ทั้งนี้ ความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มเอียงไปทางลบ ทั้งจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า ความผันผวนในตลาดการเงินโลก และพัฒนาการทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งอาจกดดันทั้งการเติบโตและเงินเฟ้อเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี หากข้อพิพาททางการค้าคลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว หรือความไม่แน่นอนภายในประเทศลดลง อาจช่วยหนุนให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้ *** กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เผย ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (Headline CPI) รวมหมวดอาหารและพลังงาน เดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบรายปี ลดลงจากระดับ 2.7% ในเดือนธ.ค. 2025 และต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2025 ขณะที่ดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) เพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบรายปี ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2021 โดยตัวเลขประมาณการทั้งสองดัชนีจากนักวิเคราะห์อยู่ที่ 2.5% ส่วนปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เงินเฟ้อชะลอตัวลงในเดือนม.ค. มาจากราคาพลังงานที่ลดลง 1.5% ขณะที่ค่าใช้จ่ายในหมวดที่อยู่อาศัย เพิ่มขึ้นเพียง 0.2% *** มาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้เกิดช่องว่างทางการเงินในกลุ่มผู้นำเข้าเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากผู้นำเข้าจำเป็นต้องซื้อพันธบัตรศุลกากร (Customs bond) เพื่อค้ำประกันการชำระภาษีการค้า สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ (CBP) ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2025 มีผู้นำเข้ากว่า 27,479 ราย ที่มีวงเงินค้ำประกันภาษีนำเข้าจาก Customs bond ไม่เพียงพอ คิดเป็นมูลค่าเกือบ 3,600 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปี 2019 ซึ่งเป็นช่วงที่ปัญหานี้สะท้อนชัดเป็นครั้งแรกจากนโยบายการค้าของทรัมป์ในสมัยแรก *** การตัดสินใจของแคนาดาในการลดอุปสรรคทางการค้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการปรับทิศทางเศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ โดยรัฐบาลแคนาดากำลังผลักดันการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทจากจีนและเกาหลีใต้ พร้อมออกมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อฟื้นฟูฐานการผลิตภายในประเทศ ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับสหรัฐฯ และการถดถอยของอุตสาหกรรมยานยนต์แคนาดาที่ดำเนินมายาวนานหลายทศวรรษ *** ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อของไต้หวัน ระบุในคำอวยพรเทศกาลตรุษจีนวานนี้ (15 ก.พ.) ว่า ไต้หวันจะเดินหน้าเสริมสร้างศักยภาพด้านกลาโหมและปกป้องความมั่นคงในปีนี้อย่างเข้มแข็ง โดยเมื่อปีที่ผ่านมา ผู้นำไต้หวันเสนอแผนเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อรับมือแรงกดดันจากจีน อย่างไรก็ตาม พรรคฝ่ายค้านซึ่งครองเสียงข้างมากในรัฐสภา ปฏิเสธที่จะพิจารณาข้อเสนอดังกล่าว และผลักดันแผนงบประมาณทางเลือกที่มีวงเงินต่ำกว่า โดยอนุมัติเพียงการจัดซื้ออาวุธบางส่วนจากสหรัฐฯ ตามที่ไล่เสนอเท่านั้น *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า ประเทศที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกในคณะกรรมการด้านสันติภาพ (Board of Peace) เตรียมประกาศในที่ประชุมวันพฤหัสบดีนี้ โดยจะให้คำมั่นสนับสนุนเงินทุน สำหรับการฟื้นฟูและให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา เป็นวงเงินกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล เห็นพ้องกันในการหารือที่ทำเนียบขาวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ จะดำเนินการเพื่อลดการส่งออกน้ำมันของอิหร่านไปยังจีน ตามรายงานของ Axios ซึ่งอ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ *** มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ให้คำมั่นเมื่อวันอาทิตย์ว่าจะกระชับความร่วมมือกับประเทศในยุโรปกลางให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ระหว่างเริ่มต้นการเดินทางเยือนสโลวาเกียและฮังการี ซึ่งมีผู้นำสายอนุรักษนิยมที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 
*** อัวร์ซูลา ฟ็อน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) กล่าวในการประชุมความมั่นคงมิวนิก (Munich Security Conference) ประจำปี 2026 ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนไปอย่างลึกซึ้ง และมีบางเส้นที่ถูกข้ามไปแล้ว ไม่อาจย้อนกลับได้ ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นหลังโดนัลด์ ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่ง และยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อผู้นำสหรัฐฯ ผลักดันแนวคิดผนวกกรีนแลนด์ ทำให้ยุโรปตั้งคำถามต่อความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการปกป้องยุโรปผ่านกรอบ NATO ด้านมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แม้ส่งสัญญาณต้องการทำงานร่วมกับยุโรป และใช้น้ำเสียงประนีประนอมมากขึ้น แต่ไม่ได้กล่าวถึง NATO, รัสเซีย หรือสงครามยูเครน ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวที่ทั้งสองฝ่ายเห็นต่างกัน ขณะที่สงครามกำลังจะเข้าสู่ปีที่ 5 และยุโรปมองรัสเซียเป็นภัยคุกคามมากขึ้น ผู้นำยุโรปจึงประกาศเร่งเสริมกำลังป้องกันตนเอง และลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ในอนาคต *** ดุลการค้าของสหภาพยุโรป (EU) ยังคงหดตัวต่อเนื่อง หลังมาตรการภาษีกระทบการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ขณะเดียวกันการนำเข้าสินค้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นยังเบียดบังการผลิตภายในภูมิภาค สะท้อนแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อโมเดลเศรษฐกิจของยุโรป ดุลการค้าของ EU ในเดือนธ.ค. 2025 ลดลงมาอยู่ที่ 12,900 ล้านยูโร จาก 14,200 ล้านยูโรในช่วงเดียวกันปีก่อน โดยยอดขายสินค้าเครื่องจักร ยานยนต์ และเคมีภัณฑ์ ซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนการส่งออกของยุโรปมาหลายปี ยังคงหดตัวต่อเนื่อง และแรงกดดันนี้ยังคงบดบังผลบวกจากการนำเข้าพลังงานที่ลดลง *** กองทุนหุ้นยุโรปและเอเชียมีเงินไหลเข้าอย่างแข็งแกร่งในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 11 ก.พ. หลังนักลงทุนทยอยลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นเมกะแคปของสหรัฐฯ จากความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้นที่สูงเกินไป และค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนใน AI ที่เพิ่มสูงขึ้น ข้อมูลจาก LSEG Lipper ระบุว่า กองทุนหุ้นทั่วโลกมีเงินไหลเข้าเป็นสัปดาห์ที่ 5 ติดต่อกัน รวม 25,540 ล้านดอลลาร์ โดยกองทุนหุ้นยุโรปดึงดูดเม็ดเงินถึง 17,530 ล้านดอลลาร์ มากที่สุดในรอบสัปดาห์นับตั้งแต่ปี 2022 ขณะที่กองทุนหุ้นเอเชียมีเงินไหลเข้าสุทธิราว 6,280 ล้านดอลลาร์ สะท้อนการปรับพอร์ตหนีความเสี่ยงจากตลาดสหรัฐฯ ไปยังภูมิภาคอื่นมากขึ้น *** ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เรียกร้องให้จีนยึดอุปสงค์ภายในประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนหลักเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในสุนทรพจน์ที่กล่าวต่อที่ประชุม Central Economic Work Conference เมื่อเดือนธ.ค. 2025 ซึ่งนำมาเผยแพร่ในวารสาร Qiushi ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยผู้นำจีนระบุว่า จีนควรผสานการกระตุ้นการบริโภคและการขยายการลงทุนเข้าด้วยกัน พร้อมใช้ข้อได้เปรียบของขนาดตลาดที่ใหญ่เป็นพิเศษอย่างเต็มที่ รวมถึงมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ควบคู่กับการสร้างเสถียรภาพด้านการลงทุนเพื่อการเติบโตในอนาคต *** การขยายตัวของสินเชื่อจีนในเดือนม.ค. เร่งขึ้นมากกว่าที่คาดเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากการออกพันธบัตรรัฐบาลจำนวนมาก รวมถึงปัจจัยตามฤดูกาลที่กระตุ้นกิจกรรมทางการเงิน ข้อมูลจากธนาคารกลางจีน ระบุว่า “สินเชื่อรวม” ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเครดิตในวงกว้าง เพิ่มขึ้น 7.2 ล้านล้านหยวน (ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์) สูงกว่าคาดการณ์เฉลี่ยโดยบลูมเบิร์ก ซึ่งอยู่ที่ 7.1 ล้านล้านหยวน *** สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งชาติจีน คาดว่า จำนวนผู้เดินทางเข้า–ออกทั่วประเทศในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน เฉลี่ยต่อวันจะมากกว่า 2.05 ล้านคน เพิ่มขึ้น 14.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากนโยบายยกเว้นวีซ่าและมาตรการกระตุ้นการบริโภค ทำให้การท่องเที่ยวทั้งขาเข้าและขาออกมีแนวโน้มขยายตัวตลอดช่วงวันหยุดยาว 9 วัน โดยคาดว่า การเดินทางขาออกจะหนาแน่นที่สุดในวันอาทิตย์ ขณะที่ผู้โดยสารขาเข้าจะพีคในช่วงวันที่ 22–23 ก.พ. สำหรับปริมาณผู้โดยสารข้ามประเทศเฉลี่ยต่อวันในสนามบินหลักแต่ละแห่ง มีดังนี้ - Shanghai Pudong International Airport ประมาณ 104,000 คน
- Guangzhou Baiyun International Airport ประมาณ 57,000 คน
- Beijing Capital International Airport ประมาณ 43,000 คน
- Chengdu Tianfu International Airport ประมาณ 21,000 คน
- Shenzhen Bao'an International Airport ประมาณ 18,000 คน
*** ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตรียมจัดหาสภาพคล่องสกุลเงินยูโรให้แก่ธนาคารกลางทั่วโลก เพื่อป้องกันความตึงเครียดในตลาดการเงิน และผลักดันบทบาทของเงินยูโรในเวทีโลก โดยระบุว่า จะขยายวงเงินธุรกรรมรีโป (Repo lines) ให้กับ ธนาคารกลางทั้งหมด เว้นแต่ถูกยกเว้นด้วยเหตุผลด้านการฟอกเงิน การสนับสนุนการก่อการร้าย หรือมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ มาตรการใหม่นี้จะมีผลตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป *** ตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่ร่วงแรงเมื่อช่วงปลายเดือนม.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ไม่พอใจอย่างมาก และเรียกรัฐมนตรีหลักเข้าประชุมด่วนที่บ้านพักในเมืองโบกอร์ ใกล้จาการ์ตา บรรยากาศการประชุมเป็นไปในเชิงการหาสาเหตุว่าใครต้องรับผิดชอบ โดยผู้นำอินโดนีเซียตั้งคำถามว่า กลุ่มทุนในประเทศหรือแรงกดดันจากต่างชาติอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ขณะที่รัฐมนตรีบางคนชี้ว่า ต้นเหตุคือหน่วยงานกำกับดูแลที่ไม่สามารถแก้ข้อกังวลของ MSCI Inc. เรื่องความโปร่งใสและความน่าลงทุนของตลาดได้ หลังจากนั้นไม่นาน หัวหน้าหน่วยงานกำกับดูแลการเงินและตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียได้ลาออก ทีมงานของประธานาธิบดีมองว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนภาวะผู้นำที่ตัดสินใจรวดเร็วต่อวิกฤต ซึ่งเป็นแรงเทขายรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1998 และยืนยันว่าจะเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจต่อ ทั้งการจัดการอิทธิพลกลุ่มทุน การเพิ่มบทบาทรัฐในทรัพยากร และการปรับกรอบการคลังของประเทศ *** เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัว 0.1% ในไตรมาส 4 ปี 2025 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ทำให้รอดพ้นภาวะถดถอยทางเทคนิคแบบเฉียดฉิว หลังจากไตรมาส 3 หดตัวไป 0.7% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 0.4% 
|