ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลงในวันศุกร์ (16 ม.ค.) โดยดาวโจนส์ปิดลดลง 83.11 จุด ท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวน ก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว โดยดัชนีหลักทั้ง 3 ปรับตัวลดลงตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 เริ่มต้นขึ้น ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 49,359.33 จุด ลดลง 83.11 จุด หรือ 0.17% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,940.01 จุด ลดลง 4.46 จุด หรือ 0.06% และดัชนีแนสแดค ปิดที่ 23,515.39 จุด ลดลง 14.63 จุด หรือ 0.06% ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 0.29% ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.38% และดัชนีแนสแดค ลดลง 0.66% หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ ปรับตัวลง 0.8% และเป็นกลุ่มที่ถ่วงตลาดมากที่สุด ขณะที่หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ เพิ่มขึ้น 1.2% ต่อเนื่องจากการปรับขึ้นในวันพฤหัสบดี ธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ รายงานผลประกอบการออกมาโดยรวมแข็งแกร่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน ยังถูกกดดันจากความกังวลที่มีต่อข้อเสนอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการจำกัดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้ที่ 10% เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยกลุ่มการเงินในดัชนี S&P 500 ปรับขึ้นเล็กน้อย 0.1% ในวันศุกร์ แต่ปรับตัวลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบรายสัปดาห์ นับตั้งแต่เดือนต.ค.ปีที่แล้ว ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังประเมินข่าวที่ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า อาจต้องการให้เควิน แฮสเซตต์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจต่อไป ซึ่งช่วยลดการคาดการณ์ของตลาดว่า แฮสเซตต์จะขึ้นมารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ แทนที่เจอโรม พาวเวลล์ 
แอนโทนี ซากลิมบีน หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Ameriprise Financial ระบุว่า การปิดสัปดาห์ใกล้ระดับทรงตัว โดยที่ดัชนี S&P 500 ยังอยู่ไม่ห่างจากระดับ 7,000 จุด ถือเป็นผลลัพธ์ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ยอมรับได้ในช่วง 2 สัปดาห์แรกของปี พร้อมเสริมว่า ตลาดที่เคลื่อนไหวแคบ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเพิ่งเริ่มต้นฤดูกาลรายงานผลประกอบการ โดยผลประกอบการของธนาคารสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจและภาคธุรกิจที่ค่อนข้างเอื้ออำนวย และต่อจากนี้ ผลประกอบการของบริษัทในภาคส่วนอื่น ๆ จะช่วยให้เห็นภาพปัจจัยพื้นฐานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ฤดูกาลรายงานผลประกอบการ จะเข้มข้นมากขึ้นในสัปดาห์นี้ โดยมีบริษัทขนาดใหญ่รายงานผล อาทิ Netflix, Johnson & Johnson และ Intel นักลงทุน ยังระมัดระวังการลงทุนขนาดใหญ่ก่อนช่วงวันหยุดยาว โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปิดทำการในวันจันทร์ (19 ม.ค.) เนื่องในวันมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ขณะที่ตลาดออปชัน มีการคาดการณ์ว่าความผันผวนอาจเพิ่มขึ้นในช่วงถัดไป หลังการหมดอายุของสัญญาออปชันรายเดือนในวันศุกร์ บรูซ ซาโร กรรมการผู้จัดการของ Granite Wealth Management ระบุว่า โดยสถิติแล้วช่วงกลางเดือนม.ค. มักมีความผันผวนค่อนข้างสูง แต่หลังจากผ่านช่วงดังกล่าวไป ตลาดมีแนวโน้มจะปรับตัวดีขึ้นจนถึงปลายเดือน ซึ่งหากเดือนม.ค. ปิดบวก ก็อาจเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานตลอดทั้งปี ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังเห็นการโยกเงินลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่บางตัว ไปสู่หุ้นที่มีมูลค่ายังไม่แพง โดยหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กให้ผลตอบแทนดีกว่าดัชนี S&P 500 ทั้งนี้ ดัชนี Russell 2000 ซึ่งเป็นหุ้นขนาดเล็ก ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งในวันศุกร์ และเพิ่มขึ้น 2.04% ตลอดทั้งสัปดาห์ โดยกลุ่มหุ้นส่วนใหญ่ในดัชนี S&P 500 ปิดสัปดาห์ด้วยการปรับตัวขึ้น โดยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ สินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น และอุตสาหกรรม เป็นกลุ่มที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบสัปดาห์ ที่มา Reuters 
|