Krungthai COMPASS มองสหรัฐฯ เข้าควบคุมเวเนซุเอลาชั่วคราว พร้อมดึงบริษัทพลังงานอเมริกันกลับมาลงทุน มองระยะยาวอาจเพิ่มอุปทานโลก กดดันเงินเฟ้อและราคาพลังงาน ส่วนไทยมองผลกระทบจำกัดอาจเห็นค่าเงินบาทผันผวนระยะสั้น ส่วนระยะกลาง-ยาว ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวลง หนุนเงินบาทแข็งค่า เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2569 สถานการณ์ในเวเนซุเอลาได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ เข้าจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และภริยา เพื่อดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายผ่านเครือข่ายยาเสพติด โดยสหรัฐฯ ได้เข้าดูแลการบริหารประเทศเวเนซุเอลาเป็นการชั่วคราว พร้อมแต่งตั้งรองประธานาธิบดีขึ้นทำหน้าที่แทน ภายใต้กรอบการกำกับดูแลของสหรัฐฯ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูงของเศรษฐกิจและการค้าโลก ซึ่งประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่งคง และพลังงาน ถูกนำมาเชื่อมโยงกับนโยบายการค้าและการลงทุนมากขึ้น โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนเป้าหมายของสหรัฐฯ ในด้านความมั่นคง (ยุติการค้ายาเสพติด อาวุธ และลดอิทธิพลของมหาอ านาจคู่แข่ง) และด้านเศรษฐกิจ (ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเปิดทางให้บริษัทพลังงานสหรัฐฯ กลับมาลงทุน)
*** เหตุเบื้องหลังของสหรัฐฯ ในการบุกเข้าไปในเวเนซุเอลา
1) ด้านความมั่นคง มุ่งยุติการค้ายา/อาวุธ และขับไล่อิทธิพลต่างชาติ โดยปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ ฝ่ายบริหารของทรัมป์อ้างว่าเหตุผลในการดำเนินการทางทหารในเวเนซุเอลา เกิดขึ้นเพื่อการป้องกันตนเอง จากการค้ายาเสพติดและความรุนแรงของกลุ่มอิทธิพลค้ายา ซึ่งยกระดับจากการโจมตีเรือสปีดโบ๊ทหลายลำที่ถูกกล่าวหาว่าขนยาเสพติดผ่านน่านน้ำของเวเนซุเอลาในช่วงเดือน ต.ค. 68 ไปสู่การยึดเรือบรรทุกน้ามันที่ถูกคว่าบาตรไปแล้ว 2 ลำ และกำลังติดตามเรือล าที่ 3 โดยกองทัพสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี จากรายงานของ Financial Times พบว่าผู้ค้ายังลักลอบขนโคเคนในปริมาณเล็กน้อยผ่านการใช้เที่ยวบินลับ โดยอาศัยเวเนซุเอลาเป็นจุดเริ่มต้นของเที่ยวบินเหล่านี้ เนื่องจากมีพรมแดน ติดกับโคลัมเบีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตโคเคนรายใหญ่ที่สุดของโลก อันเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การยกระดับเข้าโจมตีเวเนซุเอลา
2) ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลทรัมป์ต้องฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานน้ามัน และดึงบริษัทน้ามันอเมริกันกลับมาลงทุน โดยเป้าหมายหลักของปฏิบัติการนี้คือการเข้าถึงแหล่งน้ามันดิบสำรองที่มีปริมาณมากที่สุดในโลกอย่างเวเนซุเอลา ซึ่งมีน้ำมันดิบสำรองมากถึง 303 พันล้านบาร์เรล (คิดเป็น 19% ของสัดส่วนน้ำมันดิบสำรองทั่วโลก) เพื่อฟื้นโครงสร้างน้ำมันสหรัฐฯ ทั้งนี้ น้ามันในเวเนซุเอลา โดยส่วนมากเป็นชนิด Extra Heavy Crude เหมาะกับการผลิตดีเซล ยางมะตอย และปิโตรเคมี ซึ่งโรงกลั่นสหรัฐฯ สามารถรองรับได้ดี โดยปัจจุบัน มีบริษัท Chevron ซึ่งเป็นบริษัทน้ามันขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ได้รับอนุญาตให้เริ่มกลับมาผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลาได้ อย่างไรก็ดี แม้เวเนซุเอลาจะมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองเป็นอับดับ 1 ของโลก แต่กลับผลิตได้เพียง 8 แสนบาร์เรล/วัน (คิดเป็นสัดส่วนราว 1% ของปริมาณการผลิตของโลก) และส่งออกราว 6.6 แสนบาร์เรล/วัน ในปี 2567 เทียบกับ ซาอุดิอาระเบีย ผู้ถือครองปริมาณน้ามันดิบอันดับ 2 แต่กลับส่งออกน้ำมันได้มากถึง 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2567
ปฏิบัติการครั้งนี้ ยังคาดว่าเป็นการขัดผลประโยชน์ของจีนที่ได้รับจากเวเนซุเอลา โดยรายงานจาก The New York Times พบว่าจีนเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายสำคัญตั้งแต่ยุคประธานาธิบดี ฮูโก ชาเวซ ที่ต้องการลดการพึ่งพาสหรัฐ และหันไปหาพันธมิตรใหม่อย่างจีน ผ่านโมเดล “น้ำมันแลกเงินกู้” (Loans-for-oil) เพื่อนำเงินไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ โดยเวเนซุเอลาจะชำระคืนในรูปแบบของ “น้ำมันดิบ” แม้ปริมาณน้ำมันที่จีนนำเข้าจากเวเนซุเอลามีเพียง 4% ของการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนที่ขนส่งทางทะเลในปี 2568
นอกเหนือจากการขัดประโยชน์ด้านน้ำมันนั้น รัฐบาลทรัมป์ยังต้องการขจัดอิทธิพลของจีนออกจากซีกโลกตะวันตก (Western Hemisphere) จากการให้สัมภาษณ์ของมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ผ่านสถานีโทรทัศน์ NBC ว่า “ทำไมจีนถึงต้องการน้ำมัน รัสเซีย อิหร่าน นี่คือโลกตะวันตก นี่คือที่ที่เรำอำศัยอยู่ รัสเซีย จีน และอิหร่านต้อง ‘ออกไป’ เพราะซีกโลกตะวันตกเป็นของเรา และไม่มีใครจาก ‘นอกซีกโลกของเรา’ ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในพื้นที่ของอเมริกา” Krungthai COMPASS ประเมินว่า ผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกจะเด่นชัดขึ้นในระยะกลาง-ยาว จากการเข้าไปมีบทบาทในการผลิตน้ามันของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา ระยะสั้น: ผลต่อราคาน้ำมันมีจำกัด เนื่องจากเวเนซุเอลายังมีการส่งออกน้ำมันได้น้อย ท่ามกลางสถานการณ์ Oversupply ในตลาดโลกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 ระยะกลาง-ยาว: เนื่องจากเวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันสำรองสูง จึงเป็นปัจจัยหนุนต่ออุปทานการผลิตน้ำมันในตลาดโลก โดยเฉพาะศักยภาพในการเพิ่มกำลังการผลิตจาก 8 แสนบาร์เรล/วันสู่ราว2 ล้านบาร์เรล/วัน (ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนการคว่าบาตรจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2560) ทั้งนี้จำเป็นต้องฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ามันดิบ ซึ่งบั่นทอนลงการขาดการลงทุนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องและการทุจริต จึงต้องใช้เงินลงทุนมูลค่าสูงเป็นระยะเวลาหลาปี โดยเฉพาะแหล่งน้ำมันหลักของประเทศบริเวณแอ่งโอริโนโก (Orinoco belt)

*** ประเมินผลกระทบทางตรง ต่อเศรษฐกิจไทย ผ่านช่องทางการค้า
Krungthai COMPASS ประเมินว่า ผลกระทบทางตรง ต่อเศรษฐกิจไทยจากเหตุการณ์ในเวเนซุเอลาผ่านช่องทางการค้าอยู่ในวงจํากัด เนื่องจากความเชื่อมโยงการค้าของทั้งสองประเทศอยู่ในระดับต่ําเมื่อเทียบ กับคู่ค้าหลักในภูมิภาคละตินอเมริกา ในปี 2567 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยกับเวเนซุเอลา อยู่ที่ 43.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นเพียง 0.01% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของไทย แบ่งเป็นการส่งออก 34.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และนําเข้า 8.6 ล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ โดยไทยได้ดุลการค้า 26.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนว่าภาคการค้าของไทยไม่ได้พึ่งพาตลาดเวเนซุเอลาอย่างมีนัยสําคัญเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคละตินอเมริกา ถือว่าเวเนซุเอลาไม่ใช่คู่ค้าหลักของไทย โดยเป็นลําดับที่ 8ของภูมิภาคละตินอเมริกาที่มีการค้ากับไทยในปี 2567มูลค่าการค้ายังน้อยกว่าประเทศหลักอย่างบราซิลและเม็กซิโก ซึ่งมีมูลค่าการค้ากับไทยถึง 6.4 และ 5.6 พัน ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลําดับ
*** ผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจไทย
Krungthai COMPASS มองผลกระทบทางอ้อม ที่อาจเกิดขึ้นกับไทยในระยะถัดไป ดังนี้
ค่าเงินบาท ระยะสั้นอาจเห็นการผันผวน ส่วนในระยะกลาง-ยาว ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวลง จะส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า เนื่องจากความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อนำเข้าน้ามันจะลดลง
ราคาพลังงาน หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลงตามอุปทานน้ามันโลกที่เพิ่มขึ้น หลังสหรัฐฯ เข้าดำเนินการขยายกำลังการผลิตน้ามันในเวเนซุเอลาได้สำเร็จ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนราคาพลังงานและแรงกดดันเงินเฟ้อโดยรวมได้ ราคาสินค้าเกษตร โดยหากราคาน้ำมันปรับลดลงจะกดดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เกษตร อาทิ ข้าว ยาง และปาล์ม ลดลงตามด้วย กระทบรายได้เกษตรกร ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ สัญญาณการแบ่งขั้วอำนาจที่รุนแรงขึ้น กดดันบรรยากาศการค้าโลกให้ตึงเครียด ซ้ำเติมภาคการส่งออกของไทยที่ยังต้องเผชิญปัจจัยลบจากสงครามการค้า
Krungthai COMPASS มองว่า แม้สถานการณ์ในเวเนซุเอลาจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยในวงจํากัด แต่ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ รุนแรงขึ้น ถือเป็นความเสี่ยงสําคัญที่จําเป็นต้องวางแผนรับมือ รวมถึงคอยติดตามในระยะถัดไป ดังนี้
แนวทางรับมือ
การรักษาจุดยืนความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์เพื่อสร้างสมดุลทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภาครัฐจําเป็นต้องผลักดันการกระจายตลาดส่งออก และสร้างโอกาสทางการค้าผ่านข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับคู่ค้าใหม่ๆ และขยายความร่วมมือกับประเทศในกลุ่มอาเซียนเพื่อเพิ่มโอกาสด้านการค้า และการลงทุนภายในภูมิภาคมากขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องเตรียมพร้อมรับมือ กับความผันผวนด้านราคาพลังงานและสินค้าเกษตร ที่อาจเกิดขึ้นในระยะถัดไปผ่านการบริหารจัดการกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงให้พร้อมรับสถานการณ์
การให้ความสําคัญกับการบริหารห่วงโซ่อุปทานและการกระจายตลาด ผู้ประกอบการจําเป็นต้องวางกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากปัญหา อุปทานชะงักงัน ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ผ่านการบริหารจัดการต้นทุนและห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งการกระจายตลาด ส่งออกสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อาเซียน เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และ ยุโรปตะวันออก เป็นต้น ซึ่งมีแนวโน้มเติบโต อันจะช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหา ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และการแยกขั้วที่รุนแรงมากขึ้น สิ่งที่ต้องติดตาม
การขยายบทบาทองสหรัฐฯ ในละตินอเมริกา ภายใต้แนวคิด Monroe Doctrine อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาด การเงินโลก
ท่าทีของจีนต่อการถูกสหรัฐฯ จํากัดบทบาททางการค้าในเวเนซุเอลา โดยจีน เป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ของเวเนซุเอลาในช่วงที่ผ่านมา การถูกสหรัฐฯลดทอนบทบาทลง สะท้อนการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอํานาจที่ทวีความรุนแรงและปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยกระดับขึ้น
ทิศทางราคาพลังงานโลกในระยะถัดไป ในระยะสั้นผลต่อราคาน้ํามันยังจํากัดแต่ระยะกลาง-ยาวต้องติดตามความเร็วในการฟื้นการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลา ซึ่งจะส่งผลต่ออุปทานในตลาดโลกและต้นทุนนําเข้าพลังงานของรวมถึงภาค อุตสาหกรรม เช่น ภาคพลังงาน ปิโตรเคมี และภาคเกษตรที่อาจเผชิญแรง กดดันต่อผลประกอบการจากราคาที่มีแนวโน้มลดลง

|