Goldman Sachs เผยว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์เพิ่มสถานะขายชอร์ตหุ้นสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลว่าการเร่งพัฒนาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจกระทบต่อโมเดลธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม โดยมูลค่าการเปิดสถานะขายชอร์ตในหุ้นรายตัวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2016 และมีมูลค่ามากกว่าการเปิดสถานะ Long ถึงสองเท่า ข้อมูลระบุว่า มูลค่าการเปิดสถานะขายชอร์ตในหุ้นรายตัวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 2016 ขณะเดียวกัน กองทุนเฮดจ์ฟันด์ยังคงขายสุทธิหุ้นสหรัฐฯ เป็นสัปดาห์ที่สี่ติดต่อกัน โดยมูลค่าการขายชอร์ตมากกว่าการเปิดสถานะซื้อ หรือ Long position ถึงสองเท่า ในช่วงวันที่ 30 ม.ค. - 5 ก.พ. ความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อเศรษฐกิจปะทุขึ้นในวอลล์สตรีท หลัง Anthropic PBC เปิดตัวเครื่องมือใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับการใช้งานในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มซอฟต์แวร์ บริการทางการเงิน และการบริหารสินทรัพย์ รวม 164 บริษัท สูญเสียมูลค่าตลาดรวมกันถึง 611,000 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียว กองทุนเฮดจ์ฟันด์ขายสุทธิหุ้นสหรัฐฯ เป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน และเป็นอัตราที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงที่เรียกว่า “Liberation Day” เมื่อต้นเดือนเม.ย. 2025 โดยกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ถูกเทขายมากที่สุด คิดเป็นเงินทุนไหลออกในรูปดอลลาร์สูงเป็นอันดับสองในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ในบรรดาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หุ้นซอฟต์แวร์ถูกเทขายมากที่สุด คิดเป็นประมาณ 75% ของการขายสุทธิในกลุ่มนี้ ส่งผลให้สัดส่วนการลงทุนสุทธิของกองทุนในหุ้นซอฟต์แวร์ลดลงเหลือ 2.6% และอัตราส่วน Long-Short ลดลงเหลือ 1.3 ซึ่งทั้งสองตัวเลขถือว่าต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม หุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์ผลิตชิป รวมถึงกลุ่มบริการด้าน IT เป็นหนึ่งในไม่กี่กลุ่มที่มีการเข้าซื้อสุทธิในช่วงดังกล่าว โดยดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างหุ้นชิปกับหุ้นซอฟต์แวร์ ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวยิ่งขยายตัวในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นอกเหนือจากกลุ่มเทคโนโลยี กองทุนเฮดจ์ฟันด์ยังคงโยกเงินเข้าสู่หุ้นกลุ่ม Defensive โดยมีการเข้าซื้อสุทธิหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์มากที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา และกลายเป็นกลุ่มที่มีเงินไหลเข้าสูงสุดตั้งแต่ต้นปี แซงหน้ากลุ่มอุตสาหกรรม ที่มา Bloomberg 
|