*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 61.15 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.65 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.8% สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 65.47 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.60 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.5% ราคาน้ำมันพุ่งแรงกว่า 2% ในวันอังคาร จากความกังวลว่าการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านอาจเผชิญความปั่นป่วน ซึ่งบดบังปัจจัยกดดันจากความเป็นไปได้ที่เวเนซุเอลาจะเพิ่มอุปทานน้ำมันเข้าสู่ตลาด *** ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนต.ค. 2025 หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่มน้ำหนักถ้อยแถลงเกี่ยวกับอิหร่าน ซึ่งสร้างความกังวลของนักลงทุนต่อความเสี่ยงที่อุปทานน้ำมันจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่มโอเปกอาจสะดุด รวมถึงความเป็นไปได้ของการแทรกแซงจากสหรัฐฯ โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปรับตัวขึ้น 2.8% ปิดที่ 61.15 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในวันอังคาร ทำระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 เดือน หลังประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า เป็นความคิดที่ดีหากพลเมืองสหรัฐฯ อพยพออกจากอิหร่าน พร้อมย้ำว่า ความช่วยเหลือกำลังมาสำหรับผู้ประท้วงชาวอิหร่าน ท่ามกลางความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดต่อรัฐบาลของอิหร่าน นับตั้งแต่การปฏิวัติในปี 1979 *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ชาวอิหร่านเดินหน้าประท้วงต่อต้านระบอบการปกครองของผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ท่ามกลางคำเตือนจากกลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนว่า อาจมีผู้เสียชีวิตแล้วหลายพันคนจากความไม่สงบที่รุนแรงซึ่งยืดเยื้อมานานกว่าสองสัปดาห์ ทรัมป์ระบุว่า “เดินหน้าประท้วงต่อไป เข้ายึดสถาบันของพวกคุณ!!!” พร้อมกล่าวว่าเขาได้ยกเลิกการประชุมทั้งหมดกับเจ้าหน้าที่อิหร่าน จนกว่าการสังหารผู้ประท้วงจะยุติลง โดยเสริมว่า “ความช่วยเหลือกำลังมา” แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าหมายถึงอะไร สำนักข่าว Human Rights Activists News Agency (HRANA) รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2,000 คนจากเหตุความไม่สงบในอิหร่าน ทำให้การประท้วงครั้งนี้ นับเป็นเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษของอิหร่าน *** คำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะเก็บภาษี 25% กับประเทศที่ทำการค้ากับอิหร่าน กำลังเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้ข้อตกลงการค้าที่ยังเปราะบางระหว่างสหรัฐฯ กับจีนสะดุดลง เพราะจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน โดยทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ จะเริ่มเก็บภาษีนำเข้า 25% จากประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน โดยมีผลทันที ซึ่งก่อนหน้านี้ ในช่วงปลายเดือนต.ค. สหรัฐฯ และจีน เพิ่งบรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราว โดยสหรัฐฯ ลดภาษีลงบางส่วนให้จีน ขณะที่จีนก็ระงับการควบคุมการส่งออกแร่หายากบางชนิด ซึ่งหลังคำขู่ของทรัมป์ จีนออกมาตอบโต้ว่าคัดค้านอย่างหนักต่อการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการใช้อำนาจนอกอาณาเขต พร้อมเตือนว่าจะใช้ทุกมาตรการที่จำเป็น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน *** เงินเฟ้อผู้บริโภคของสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือน ธ.ค. โดยมีปัจจัยหลักมาจากค่าเช่าที่อยู่อาศัยและราคาอาหารที่แพงขึ้น ข้อมูลดังกล่าวตอกย้ำมุมมองของตลาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ แม้การปรับลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปีจะยังเป็นไปได้ โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน ต้นทุนที่อยู่อาศัย ซึ่งรวมค่าเช่า เพิ่มขึ้น 0.4% และเป็นปัจจัยหลักที่ดันเงินเฟ้อขึ้น ขณะที่ราคาอาหารพุ่ง 0.7% สูงสุดนับตั้งแต่ ต.ค. 2022 เมื่อเทียบรายปี เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.7% เท่ากับเดือน พ.ย. และสอดคล้องกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ *** ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจโลกแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งเกินคาด แม้ต้องเผชิญกับการยกระดับความตึงเครียดทางการค้าครั้งประวัติศาสตร์ โดยรายงานระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงทั่วโลกในปี 2026 คาดว่าจะขยายตัว 2.6% เพิ่มขึ้นจากประมาณการเมื่อเดือนมิ.ย. ที่ 2.4% ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้รับการปรับเพิ่มคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าจะเติบโต 2.2% จากเดิมที่ประเมินไว้เพียง 1.6% อย่างไรก็ดี คาดการณ์ใหม่สำหรับปี 2026 สะท้อนการชะลอตัวเล็กน้อย เมื่อเทียบกับการเติบโตที่แข็งแกร่งกว่าคาดในปี 2025 โดยธนาคารโลกระบุว่า การเร่งนำเข้าและค้าขายของบริษัทและครัวเรือนทั่วโลก เพื่อเตรียมรับมือกับมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกอบกับผลกระทบจากภาษีนำเข้าที่รุนแรงน้อยกว่าที่กังวลไว้ และการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ ล้วนช่วยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีที่ผ่านมา ซึ่งประเมินว่าอยู่ที่ราว 2.7% 
*** JPMorgan รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด โดยได้แรงหนุนหลักจากรายได้ธุรกิจซื้อขายหลักทรัพย์ ที่แข็งแกร่งกว่าคาดการณ์ โดยกำไรหลังปรับทวนแล้วอยู่ที่ 5.23 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น สูงกว่าคาดการณ์เฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่ 5.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 46,770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 46,201 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี กำไรสุทธิรวมของบริษัทลดลง 7% มาอยู่ที่ 13,030 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.63 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ขณะที่รายได้รวมทั้งบริษัทยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อนหน้า ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income) เพิ่มขึ้น 7% มาอยู่ที่ 25,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ *** JPMorgan เตือนว่า ข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ระดับ 10% มีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ และจะสร้างความเสียหายทั้งต่อธนาคารรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ และต่อผู้บริโภค โดยประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินกล่าวว่า หากแผนดังกล่าวเกิดขึ้นจริง “มันจะเลวร้ายมากสำหรับผู้บริโภค และเลวร้ายมากสำหรับเศรษฐกิจ” พร้อมระบุว่า ภายใต้สถานการณ์ดังนั้น ธุรกิจบัตรเครดิตจะเป็นกิจการที่ธนาคารต้องปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกร้องให้กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ระดับ 10% เป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งถือเป็นการพุ่งเป้าไปยังธุรกิจหลักของอุตสาหกรรมการเงิน ก่อนจะย้ำจุดยืนดังกล่าวอีกครั้ง โดยระบุว่า บริษัทใดไม่ปฏิบัติตามภายในเส้นตายวันที่ 20 ม.ค. จะถือว่าฝ่าฝืนกฎหมาย *** วอลล์สตรีท กำลังเร่งหาทางผ่อนคลายความขัดแย้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาโจมตีแหล่งรายได้สำคัญของธนาคารจากธุรกิจบัตรเครดิต แม้ในอีกด้านหนึ่ง ธนาคารต่าง ๆ ก็เตรียมรับมือหากสถานการณ์บานปลายหากต้องเผชิญจริง แม้ผู้บริหารธนาคารจำนวนมาก จะไม่พอใจกับท่าทีล่าสุดของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่บางแห่งเริ่มพิจารณาทางเลือกที่ประนีประนอม เช่น การออกบัตรเครดิตรุ่นพิเศษที่กำหนดเพดานดอกเบี้ยไม่เกิน 10% หรือการจัดแคมเปญส่งเสริมการขายที่ช่วยลดอัตราดอกเบี้ยให้ลูกค้าเป็นการชั่วคราว เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากรัฐบาล อย่างไรก็ตาม หากแนวทางเหล่านี้ไม่สามารถทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์พอใจได้ คาดว่าธนาคารต่าง ๆ ยังมีเครื่องมือที่พร้อมนำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการล็อบบี้ การทำโฆษณาที่เน้นผลกระทบต่อผู้บริโภค หรือแม้แต่การฟ้องร้องทางกฎหมาย *** เจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan ระบุว่า การที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เข้ามากดดันธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระของเฟด และอาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมในระบบเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว โดยไดมอนกล่าวว่า “ทุกคนที่เรารู้จัก ต่างเชื่อมั่นในความเป็นอิสระของเฟด และอะไรก็ตามที่บั่นทอนสิ่งนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องดี ในมุมมองของผม ผลลัพธ์จะออกมาตรงกันข้าม คือจะทำให้ความคาดหวังเงินเฟ้อสูงขึ้น และน่าจะทำให้อัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป” *** ผู้ว่าการธนาคารกลางจากหลายประเทศทั่วโลก แสดงการสนับสนุนเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกระดับแรงกดดันต่อเฟดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลว่า หน่วยงานด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ อาจเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมาย โดยบรรดาผู้ว่าการธนาคารกลาง รวมถึงจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางแคนาดา ระบุว่า พวกเขายืนหยัดเป็นหนึ่งเดียวอย่างเต็มที่เคียงข้างเฟดและพาวเวลล์ ขณะเดียวกัน พาวเวลล์เองมีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยกล่าวว่าประธานาธิบดีทรัมป์ พยายามเข้าควบคุมนโยบายการเงิน หลังแสดงความไม่พอใจมาเป็นเวลาหลายเดือนว่า อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงเกินไป *** รัฐบาลสหรัฐฯ ไฟเขียวขายชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทรงพลังเป็นอันดับ 2 ของ Nvidia ให้จีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการวางกฎเกณฑ์ที่มีแนวโน้มจะเปิดทางให้การส่งมอบชิป H200 เริ่มต้นขึ้น แม้ยังเผชิญความกังวลอย่างหนักจากฝ่ายการเมืองในสหรัฐฯ ที่มีท่าทีแข็งกร้าวต่อจีน ซึ่งภายใต้กฎระเบียบดังกล่าว ชิปจะต้องผ่านการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการทดสอบอิสระ เพื่อยืนยันขีดความสามารถด้าน AI ทางเทคนิค ก่อนที่จะสามารถส่งออกไปยังจีนได้ โดยกำหนดว่า ปริมาณชิปที่ส่งไปจีนต้องไม่เกิน 50% ของจำนวนชิปทั้งหมดที่ขายให้กับลูกค้าในสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ประกาศว่า จะอนุญาตให้มีการขายชิปดังกล่าวให้จีน โดยแลกกับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 25% เข้ารัฐบาลสหรัฐฯ *** รัฐบาลจีนแจ้งต่อบริษัทเทคโนโลยีบางแห่งว่า จะอนุมัติการซื้อชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) รุ่น H200 ของ Nvidia เฉพาะในกรณีพิเศษเท่านั้น เช่น การนำไปใช้ในงานวิจัยของมหาวิทยาลัย โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐบาลจีนยังคงใช้ท่าทีระมัดระวังในการเปิดตลาดจีนให้กับ Nvidia อย่างเต็มรูปแบบ แม้ว่าชิปของบริษัท จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบ AI ขั้นสูงและศูนย์ข้อมูลก็ตาม โดยรัฐบาลจีนได้ออกคำสั่งที่ “ตั้งใจให้คลุมเครือ” หลังแจ้งบริษัทเทคโนโลยีบางแห่งให้ซื้อชิปเฉพาะเมื่อมีความจำเป็น แต่ไม่ได้ให้คำจำกัดความที่ชัดเจนว่า ความจำเป็นดังกล่าวหมายถึงกรณีใดบ้าง *** ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น มีแนวโน้มทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้งในวันพุธ ท่ามกลางบรรยากาศเชิงบวกของตลาดหุ้นเอเชียโดยรวม หลังนักลงทุนเลือกมองข้ามความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยดัชนี Nikkei ปรับตัวขึ้นมากกว่า 3% ในวันอังคาร และปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากความคาดหวังว่า นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ อาจประกาศยุบสภาและจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนด ซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในเดือนก.พ. โดยหากมีการเลือกตั้งจริง จะเป็นครั้งแรกที่ทาคาอิจิต้องเผชิญการตัดสินใจของประชาชนญี่ปุ่นในฐานะผู้นำประเทศ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าของดัชนี Nikkei 225 ส่งสัญญาณเปิดตลาดแข็งแกร่ง โดยสัญญาในตลาดชิคาโกอยู่ที่ระดับ 54,045 จุด และสัญญาในตลาดโอซากาอยู่ที่ 53,960 จุด เมื่อเทียบกับระดับปิดล่าสุดที่ 53,549.16 จุด ขณะเดียวกัน ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นอ่อนค่าลงต่อเนื่อง หลุดระดับ 159 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำระดับอ่อนค่าสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2024 ซึ่งเป็นช่วงที่ทางการญี่ปุ่นเคยเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อสกัดการอ่อนค่าของเงินเยน 
|