เงินเฟ้อสหรัฐ: CPI กับ PCE เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

efinAI
ข่าวอัตราเงินเฟ้อสหรัฐน่าจะเป็นที่สนใจของหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ ที่ต้องติดตามกันต่อว่าเงินเฟ้อสหรัฐจะกลับมาพุ่งขึ้นอีกรอบหรือไม่จากมาตรการ Tariff ของผู้นำสหรัฐ รวมถึงประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดท่านใหม่จะดำเนินนโยบายอย่างไรต่อ หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อในอนาคตทยอยออกมาในอนาคต บทความนี้จะกล่าวถึงวิธีที่ใช้คำนวณอัตราเงินเฟ้อสหรัฐ
นอกจากนี้ การประชุมคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไปนั้น ตลาดคาดหวังให้เฟดภายในผู้นำใหม่ลดดอกเบี้ยตามดำริของโดนัลด์ ทรัมป์ ยิ่งทำให้ช่วงต่อไปในปีนี้ ข่าวคราวเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อสหรัฐย่อมจะเป็นที่สนใจของหลายท่านที่ติดตามว่าเฟดจะดำเนินนโยบายอย่างไรต่อไป บทความนี้ จะขอกล่าวถึงการคำนวณอัตราเงินเฟ้อว่าวิธีที่ได้รับความนิยมมีอะไรบ้าง และแตกต่างกันอย่างไร
วิธีการคำนวณอัตราเงินเฟ้อที่ได้รับความนิยมในสหรัฐมีอยู่ 2 วิธี ได้แก่ วิธี Consumer Price Index (CPI) และ Personal Consumption Expenditure (PCE) โดยวิธี CPI ซึ่งจัดทำโดย Bureau of Labor Statistics (BLS) จะทำการวัดระดับราคาที่เปลี่ยนแปลงไป จากการเช็คหรือตรวจสอบต้นทุนค่าครองชีพ หรือ Cost of Living ที่ออกจากกระเป๋าของคนสัญชาติอเมริกันโดยเฉลี่ย
ส่วน วิธี PCE ซึ่งจัดทำโดย Bureau of of Economic Analysis (BEA) จะทำการวัดระดับราคาที่เปลี่ยนแปลงไป จากการเช็คหรือตรวจสอบราคาของสินค้าและบริการทุกอย่างที่บริโภคโดยภาคครัวเรือน ไม่ว่าใบเสร็จดังกล่าวจะถูกจ่ายโดยใครก็ตาม หรือ ไม่ว่าจะมีใบเสร็จรับเงินหรือไม่ก็ตามที
ทั้งนี้ ใน Dot plot หรือความเห็นของสมาชิกเฟดต่ออัตราเงินเฟ้อใน 2 ปีข้างหน้า คาดกันว่าในช่วงต้นไตรมาสที่ 2 ปีนี้ ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่วัดโดยวิธี CPI และวิธี PCE จะขึ้นสู่ระดับสูงสุด จากนั้นจะค่อยๆ ลดลงมา โดยการประเมินระดับอัตราเงินเฟ้อที่แตกต่างกันระหว่าง 2 วิธีดังกล่าว มาจากสินค้าในหมวดที่อยู่อาศัย รถมือสองกับรถบรรทุก และประกันสุขภาพ
หากพิจารณาให้ละเอียดลงไป จะพบว่า การคำนวณอัตราเงินเฟ้อด้วยวิธี CPI ให้น้ำหนักที่น้อยกว่าต่อระดับราคาของกิจกรรมอย่างการไปหาหมอ ไปโรงพยาบาล และไปซื้อยาตามร้านขายยา เนื่องจากชาวอเมริกันสามารถดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ โดยที่ไม่ต้องควักเงินจากกระเป๋าของตนเอง โดยประกันของนายจ้างและรัฐบาลเป็นผู้จ่ายให้ อย่างไรก็ดี ตามวิธี PCE นั้น บริการประกันสุขภาพและไปซื้อยาตามร้านขายยา มีน้ำหนักต่อการคำนวณอัตราเงินเฟ้อประมาณร้อยละ 20 ของทั้งหมดในการวิเคราะห์ด้วยวิธี PCE
นอกจากนี้ การคำนวณอัตราเงินเฟ้อด้วยวิธี CPI ยังให้น้ำหนักที่น้อยกว่าเล็กน้อยต่อบริการทางการเงิน เนื่องจากไม่ได้คิดค่าบริการที่แฝงอยู่ในผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ในขณะที่วิธีการคิดเงินเฟ้อแบบ PCE คำนวณต้นทุนแฝงดังกล่าว อาทิ ผ่านการปล่อยเงินสดแช่ไว้ในบัญชีโดยไม่มีการจ่ายอัตราดอกเบี้ย
ในทางกลับกัน วิธี CPI ให้น้ำหนักที่มากกว่าต่อสินค้าในหมวดที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค และน้ำมันสำเร็จรูป ในสัดส่วนที่มากกว่าวิธีการคิดเงินเฟ้อแบบ PCE นอกจากนี้ CPI ยังให้น้ำหนักต่อการประกันด้านที่อยู่อาศัยและประกันรถยนต์มากกว่าวิธี PCE เนื่องจากใช้ในส่วนพรีเมียมของประกัน ไม่ใช่คิดจากมูลค่าที่บริษัทประกันจ่ายเมื่อได้รับความเสียหายที่ใช้ในการคำนวณอัตราเงินเฟ้อแบบ PCE อย่างไรก็ดี วิธี CPI ไม่ได้รวมประกันชีวิตในการคำนวณอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากมองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนไม่ใช่เข้าข่ายหมวดบริการ
ที่สำคัญ วิธี CPI ให้น้ำหนักต่อหมวดรถมือสองและรถบรรทุกมากกว่าวิธี PCE เนื่องจากวิธี CPI ไม่ได้พิจารณาถึงราคาที่สูงขึ้นของรถมือสองที่ผู้บริโภคจะได้รับเงินเพิ่มเติมเมื่อขายให้กับดีลเลอร์
นอกจากนี้ PCE จะคำนวณเงินเฟ้อในบัญชีเช็คกิ้งจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ส่วน CPI ใช้ค่า Fee ในการคำนวณ ในส่วนของ CPI วัดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสำหรับเส้นทางการบินในเวลาที่แตกต่างกัน ส่วน PCE วัดโดยใช้การเปลี่ยนแปลงของค่าเฉลี่ยของรายได้ต่อผู้โดยสารต่อไมล์ที่เดินทาง
สำหรับจุดที่แตกต่างกันมากที่สุดสำหรับวิธีทั้งสอง มาจากการวัดราคาของการประกันสุขภาพ โดย CPI วัดจากจำนวนเงินที่ผู้บริโภคจ่ายตรงให้กับบริษัทประกัน ส่วน PCE วัดจากรายได้รวมที่ทางประกันได้รับในลักษณะเดียวกัน ค่าประกันสุขภาพสำหรับวิธี PCE ใช้การจ่ายพรีเมียมแบบสุทธิหักด้วยมูลค่าการบริการที่ได้รับ ส่วนวิธี CPI วัดจากการพิจารณากำไรสุทธิหลังหักเงินปันผลของบริษัทประกัน
ความแตกต่างทั้งหมดดังกล่าว ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อการวัดอัตราเงินเฟ้อโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงโควิด เริ่มจากเดือนมกราคม 2020 ก่อนเหตุการณ์โควิดเล็กน้อย อัตราเงินเฟ้อแบบ CPI ที่ร้อยละ 2.3 ต่อปี ในขณะที่แบบ PCE ที่ร้อยละ 1.5 จากนั้น ในเดือนกุมภาพันธ์ 2020 อัตราเงินเฟ้อแบบ CPI ที่ร้อยละ 1.3 ต่อปี ในขณะที่แบบ PCE ที่ร้อยละ 1.4 แม้ว่าตามวิธี CPI ดูเหมือนว่าอัตราเงินเฟ้อชะลอลงมาก ทว่าวิธีที่ธนาคารกลางสหรัฐใช้มากกว่า คือ วิธี PCE
ทั้งนี้ การคำนวณแบบ CPI ให้อัตราเงินเฟ้อที่ลดลงไม่มาก เมื่อเทียบกับวิธี PCE เนื่องจาก หนึ่ง วิธี CPI ใช้ภาคที่อยู่อาศัยซึ่งโดนกระทบเยอะในการคำนวณเงินเฟ้อ สอง CPI ใช้วิธีการวัดเงินเฟ้อในภาคประกันภัยจากอัตราส่วนกำไรสุทธิที่ลดลงมาก และ สาม สำหรับวิธี PCE เงินเฟ้อที่วัดไม่กระทบมากในภาคประกันสุขภาพ เนื่องจากใช้เม็ดเงินการช่วยเหลือจากภาครัฐในการคำนวณด้วย
โดยเมื่อปี 2020-21 การที่อัตราเงินเฟ้อซึ่งวัดแบบ CPI ลดลงมาแบบค่อนข้างผันผวนมากกว่าเงินเฟ้อแบบ PCE ทำให้อัตราเงินเฟ้อตอนขาขึ้นหลังโควิด อัตราเงินเฟ้อแบบที่วัดโดย CPI ขึ้นมาแบบผันผวนมากกว่าที่วัดแบบ PCE เช่นกัน ซึ่งส่งผลให้เฟดกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อไม่สูงมากในช่วงหลังโควิด เนื่องจากชอบใช้วิธี PCE เป็นหลักมากกว่า จนนำไปสู่ความผิดพลาดว่าด้วยการมองเงินเฟ้อสหรัฐที่พุ่งสูงขึ้นเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวเท่านั้น










