ทำไม Fed อาจต้องลดดอกเบี้ย เบื้องหลังเหตุผลที่ Fed อาจผ่อนคลายนโยบาย

efinAI
สตีเฟน มิแรน ได้ประกาศลาออกจากประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจของโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวานนี้ คาดว่าจะยังคงทำหน้าที่ตำแหน่ง Fed Governor ซึ่งมีฐานะเป็นสมาชิกคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดต่อไปจากการต่ออายุโดยทรัมป์ แม้จะมีวาระสิ้นสุดในตำแหน่งดังกล่าวเมื่อสิ้นเดือนที่แล้ว
บทความนี้ ขอพูดถึงมิแรนว่าด้วยสุนทรพจน์สุดท้ายในฐานะสมาชิกเฟดที่ควบตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจด้วย ว่าด้วยบทบาทของกฎเกณฑ์ภาครัฐต่างๆ ที่มีผลเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ดังนี้
ขอเริ่มจากแนวทางนโยบายกฎระเบียบของทรัมป์ต่อเศรษฐกิจสหรัฐ
โดยมิแรน มองว่าในอดีตที่ผ่านมา ไม่มีการวิจัยในหัวข้อนี้ เนื่องจากเป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะแปลงความซับซ้อนหรือเข้มงวดของกฎเกณฑ์ภาครัฐตามประมวลกฎหมายฉบับต่างๆ ให้มาอยู่ในรูปที่วัดได้เชิงปริมาณ ทว่าในปัจจุบัน เนื่องจากมี AI และ Large Language Model ช่วยในการย่อยประมวลกฎหมายต่างๆ ของทางการสหรัฐว่ามีความเข้มงวดมากน้อยแค่ไหนแบบเป็นตัวเลขอย่างชัดเจน ทำให้มิรานมองว่าการวิจัยบทบาทของกฎเกณฑ์ภาครัฐต่างๆ ที่มีผลเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ไม่ได้ยุ่งยากอย่างเช่นในอดีต
แนวคิดง่ายๆ ของรัฐบาลสหรัฐในตอนนี้ คือ จะยกเลิกกฎหมายเดิม 10 ฉบับ แล้วทดแทนด้วยกฎหมายใหม่ 1 ฉบับ โดยมิแรนคาดการณ์ว่า ด้วยความเร็วของการแก้กฎหมายในขณะนี้ คาดว่าทรัมป์จะสามารถลดกฎระเบียบต่างๆ ได้ไม่ต่ำกว่า 30% ของทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบัน ภายในปี 2030
โดยทางการสหรัฐมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ประกอบด้วย หนึ่ง ช่วยลดกำแพงให้คู่แข่งรายอื่นเข้ามาในตลาด ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจสร้างบ้าน บริษัทที่อยู่ในตลาดอยู่แล้วอาจจะไม่ได้จำเป็นต้องลงทุนมากนัก สำหรับการสร้างเพิ่มอีกหนึ่งหลัง ทว่าบริษัทหน้าใหม่ต้องลงทุนมากในการสร้างบ้านหลังใหม่ ทั้งการทำให้ผ่านเกณฑ์ carbon emissions ระเบียบด้านแรงงาน และการทำให้ผ่านการตรวจสอบจากทางการในชั้นตอนต่างๆ
สอง ช่วยเสริมด้านการแข่งขัน
โดยมิแรน มองว่าการเพิ่มกฎระเบียบต่างๆ ในสหรัฐทางด้านการผลิต ทำให้มีการย้ายฐานการผลิตจากสหรัฐไปตั้งโรงงานที่จีนแทน
สาม การช่วยเสริมด้านนวัตกรรม
โดยการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ให้หน่วยการวิจัย การผลิต และผู้บริโภค มาตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน จะช่วยเสริมให้ขนาดเศรษฐกิจของเซกเตอร์นั้นที่ขยายตัวมากขึ้น อาทิ ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ได้ประโยชน์จากการอยู่ใกล้โรงงานผลิตรถยนต์
มิแรนมองไว้ว่ามีอยู่ 2 ช่องทาง ที่การลดกฎระเบียบด้านธุรกิจของทางการลงช่วยทำให้เศรษฐกิจบูมมากขึ้น ดังนี้
ข่องทางแรก: Total Factor Productivity (TFP) ที่เพิ่มขึ้น
ส่งผลให้ขนาดผลผลิตเต็มศักยภาพโตขึ้น โดยกฎระเบียบส่งผลเชิงลบต่อ TFP เนื่องจากจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้าและค่าการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม นอกจากนี้ กฎระเบียบยังทำให้ไปเปลี่ยนการตัดสินใจของผู้ประกอบการในเซกเตอร์ต่างๆ ให้ไม่ลงทุนเพิ่ม จนนำไปสู่การบั่นทอนนวัตกรรม จนทำให้การกระจายทรัพยากรบิดเบือนไปในภาคพื้นเศรษฐกิจต่างๆ
ในเชิงอุปทานและอุปสงค์นั้น ปัจจัยผลกระทบต่อด้านอุปทาน น่าจะมีผลค่อนข้างมาก เนื่องจากต้นทุนด้านกฎเกณฑ์ที่ลดลง จะไปช่วยเพิ่มขนาดผลผลิตเต็มศักยภาพของเศรษฐกิจมากกว่าการเพิ่มผลผลิตจริงๆ เสียอีก
ยกตัวอย่าง หากจำนวนของผลผลิตที่จะผลิตได้ถูกจำกัดโดยกฎระเบียบ โดยเมื่อ Cap นั้น ถูกขจัดออกไป นั่นหมายความว่าเราจะสามารถผลิตได้มากขึ้น แบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ
หนึ่ง กรณีที่อุปสงค์เพิ่มขึ้นและการผลิตถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ จะทำให้ระดับราคาจะสูงขึ้น
สอง กรณีที่อุปสงค์เพิ่มขึ้นและการผลิตไม่มีการถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ จะทำให้ผลผลิตมีสูงขึ้นและแรงกดดันต่อระดับราคาจะมีน้อยกว่า
สำหรับปัจจัยผลกระทบต่อด้านอุปสงค์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีข่าวว่าจะเกิดการผ่อนกฎเกณฑ์ของภาครัฐขึ้นมา จะทำให้อุปสงค์และราคาเพิ่มขึ้นในระยะสั้น ก่อนที่ราคาจะลดลงมาสู่ระดับดุลยภาพในระยะยาว
อย่างไรก็ดี มิแรนเชื่อว่าระดับผลผลิตที่แท้จริงน่าจะต่ำกว่าระดับศักยภาพ หรือ เกิด Slack ในระบบเศรษฐกิจ นั่นเอง ซึ่งจำเป็นต้องทำการลดดอกเบี้ยเพื่อให้ผลผลิตในระบบเศรษฐกิจขยับสูงขึ้น จนท้ายที่สุด ผลผลิตทั้งสองประเภทดังกล่าวจะเข้าหากันภายในไม่กี่ปี
ช่องทางที่สอง: Markups หรือส่วนต่างกำไรระหว่างราคาขายกับต้นทุนที่ลดลงจากต้นทุนทางกฎระเบียบที่ลดลง
โดยหากธนาคารกลางไม่พิจารณาจุดนี้ ก็อาจจะทำให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากจนเกินไป จนเกิดเศรษฐกิจหดตัว ซึ่งบทวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ พบว่าธนาคารกลางควรจะลดดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อ deregulation shock เพื่อไม่ให้ปัญหาเงินฝืดเกิดขึ้น ในขณะที่หากไม่ผ่อนคลายนโยบายการเงิน ก็เสี่ยงจะเกิดเงินฝืดและเศรษฐกิจหดตัวแรง ซึ่งมิแรนมองว่าเฟดกำลังจะเข้าสู่จุดนี้ หากยังดำเนินนโยบายการเงินดังเช่นปัจจุบัน
สำหรับผลกระทบจากปรากฏการณ์ดังกล่าวต่อทิศทางเชิงนโยบายการเงินในอนาคต จากงานวิจัยของเฟด พบว่าการลดกฎระเบียบของทางการสหรัฐทุก 1% จะช่วยเพิ่มระดับราคา CPI ลง 10 bp ในระยะสั้น โดยในระยะยาว จากประมาณการที่จะลดกฎระเบียบภาครัฐได้ 30% จะทำให้ระดับราคา CPI จนถึงปี 2030 ลดลงราว 3% หรือคิดเป็นมากกว่า 0.5% ต่อปี
ผมมองว่างานของมิแรนถือว่าน่าสนใจมาก ทว่าปัญหาคือ หากลดกฎระเบียบทางธุรกิจ แล้วระดับผลผลิตที่แท้จริงเกิดสูงกว่าระดับศักยภาพขึ้นมา เฟดอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชะลอเงินเฟ้อแทนที่จะลดดอกเบี้ยดังที่มิแรนตั้งใจไว้










