
ปีใหม่นี้ ขอรีวิวซีรีส์ Bad Boy Billionaires - India จาก Netflix ว่าด้วยบทเรียนจากบรรดามหาเศรษฐีอินเดียที่กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวในเวลาต่อมา ดังนี้
เริ่มจากรามารินญา ราจู เจ้าของบริษัทด้าน IT Services ชื่อว่า Satyam ที่กลายเป็นข่าวดังหลังวิกฤตซับไพร์มปี 2008 เมื่อพบว่าตบแต่งตัวเลขทางบัญชีของบริษัทที่ไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐ
ราจูขยับบริษัท Satyam ให้เข้าสู่ทำเนียบ Fortune 500 หลังจากได้งานด้าน IT Services จาก John Deere บริษัทชื่อดังของสหรัฐ โดยในปี 2000 บิล คลินตัน อดีตผู้นำสหรัฐได้เคยมาเยือนบริษัทของราจูแทนที่จะไปที่ IT Hub ในบังกาลอร์ รวมถึงผู้นำอินเดียก็มาร่วมงานดังกล่าวด้วย จนเหมือนว่าราจูได้ขึ้นสู่ทำเนียบซูเปอร์สตาร์ด้าน IT ของอินเดีย
จุดที่เริ่มทำให้ราจูเริ่มจะเข้าสู่สายดาร์ค เมื่อ Satyam เข้าไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐ การรายงานงบการเงินรายไตรมาสถือเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้ราคาหุ้นขึ้นหรือลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยความที่ Satyam เป็นบริษัท IT อันดับ 4 ของประเทศ
ซึ่งจากอิทธิพลความหลังของพ่อราจูที่ประสบความล้มเหลวด้านธุรกิจที่ดินในรัฐอันตรประเทศ จึงทำให้ราจูอยากจะนำ Satyam ขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของประเทศให้ได้ จึงเริ่มแต่งงบการเงินให้มีกำไรสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวิกฤตซับไพร์มปี 2008 เกิดขึ้น ทำให้ Satyam มีผลขาดทุนอย่างหนักซึ่งยากที่จะกลบเกลื่อนได้ ทำให้ราจูพยายามที่จะแก้เกมด้วยการเสนอแผนที่จะควบรวมบริษัท Maytas infra ที่เป็นบริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ในเครือ จนนักลงทุนใน Wall street ต่างเทขายหุ้น Satyam อย่างหนัก ส่งผลให้ราจูต้องยกเลิกการควบรวมดังกล่าว
ข่าวของ Satyam ในปี 2009 ผมยังจำได้เป็นอย่างดี ถือเป็นข่าวที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดหุ้นและบริษัทต่างๆ ในอินเดียเป็นอย่างมากในที่สุด ทางการก็ตรวจพบการแต่งบัญชีของ Satyam แบบมีหลักฐานชัดเจน โดยท้ายสุด ราจูถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 7 ปีในอินเดีย
มหาเศรษฐีรายที่ 2 คือ วิเจย์ มาลยา ฉายา King of Good Time เจ้าของ Kingfisher ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เคยมีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สายการบิน และ ทีม Formula I
วิเจย์ เติบโตจากครอบครัวที่พ่อทำธุรกิจด้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บริษัท UB Group ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ โดยเป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว ในช่วงวัยรุ่นเคยเป็นแชมป์แข่งรถ Formula I ของอินเดีย แต่แล้วพ่อของวิเจย์ก็เสียชีวิตเมื่อวิเจย์อายุ 28 ปี ทำให้ต้องรับช่วงบริหารกิจการต่อ ซึ่งวิเจย์ได้สร้างแบรนด์ Kingfisher ให้เป็นสัญลักษณ์ด้านความบันเทิง โดยใช้ตัวเองเป็นพรีเซนเตอร์
โดยตั้งฉายาตนเองว่า King of Good Time ทว่าวัฒนธรรมอินเดียมีความรังเกียจผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ทำให้เขาไม่สามารถเปิดตัวต่อสาธารณชนได้อย่างเต็มที่ นั่นเป็นจุดที่ทำให้เขาหันมาทำธุรกิจสายการบิน Low cost ซึ่งก็ประสบความสำเร็จมากๆ ในช่วงต้น โดยได้กลายเป็นมิติใหม่ในวงการบินพาณิชย์ของอินเดีย รวมถึงยังเป็นเจ้าของทีม Formula I อีกด้วย
ทว่าด้วยความที่เป็นคนที่แนวทำอะไรต้องใหญ่ไว้ก่อน เขาจึงขยายธุรกิจสายการบินให้เป็นสาย Luxury ซึ่งพาร์ตเนอร์ชาวสหรัฐที่มาช่วยตั้งบริษัทสายการบินไม่ถนัด ทำให้สายการบินของเขาเริ่มเป็นหนี้และขาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อปี 2011 ที่ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งไปถึงเกิน $130 ต่อบาร์เรล ส่งผลให้สายการบินของเขาต้องหยุดบินเนื่องจากไม่มีเงินสดเหลือพอที่จะทำธุรกิจต่อไปได้และจ่ายหนี้ที่มีอยู่ได้
จุดที่สร้างความเสียหายคือเขาไม่ยอมจ่ายเงินเดือนย้อนหลังให้กับพนักงานสายการบิน แม้ว่าเขาเองยังมีธุรกิจทีม Formula I และอสังหาริมทรัพย์อยู่ก็ตาม ท้ายสุดวิเจย์ได้เดินทางหนีไปอังกฤษ และกำลังต่อสู้คดีอยู่ที่นั่น Kingfisher เป็นแบรนด์ที่คนอินเดียทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี แม้แต่ผมเองยังมีความคุ้นเคยว่าเคยได้ผ่านตาอยู่บ่อยๆ
มหาเศรษฐีรายที่ 3 คือ นิราฟ โมดิ เจ้าของธุรกิจผลิตภัณฑ์เครื่องประดับและจิวเวลลี โดยชื่อแบรนด์เครื่องประดับตั้งมาจากชื่อเขาเอง
นิราฟเติบโตมาจากครอบครัวที่ทำผลิตภัณฑ์เครื่องประดับและจิวเวลลีมาหลายรุ่น โดยโมดิได้มาสร้างความแตกต่างตรงที่มาจับตลาดบนที่สามารถสร้างทำกำไรได้มากกว่าตลาดล่างเป็นอย่างมาก จึงได้จ้างพรีเซนเตอร์ระดับโลกในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์และเป็นโมเดลในสื่อโฆษณาต่างๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ นิราฟ โมดิ อย่างต่อเนื่อง รวมถึ
เปิดร้านขายผลิตภัณฑ์เครื่องประดับของตนเองทั่วโลก ทั้งในลอนดอน นิวยอร์ค ฮ่องกง และเมืองใหญ่ๆ ในอินเดีย ผมเคยเดินผ่านร้าน นิราฟ โมดิ อยู่หลายครั้งในเมืองหลักต่างๆ ของโลกเมื่อช่วงหลายปีก่อน โดยนิราฟเก่งด้านการออกแบบจิวเวอรี และมีภรรยาทำหน้าที่ด้านการตลาดกับลูกค้า จุดที่ทำให้นิราฟต้องมาพบกับจุดวิกฤติ คือการติดสินบนพนักงานธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งในอินเดีย เพื่อที่จะไม่ต้องใช้เงินสดของตนเองในการเป็นหลักประกันสำหรับการออกหนังสือรับรองเพื่อนำไปเป็นหลักฐานในการกู้เงินกับสถาบันการเงินต่างประเทศ ซึ่งเขาทำแบบนี้มานานหลายปี จนกระทั่งเรื่องนี้ ความแตกตอนที่มีการเปลี่ยนตัวผู้ดูแลเรื่องนี้ในแบงก์ดังกล่าว ในขณะนี้ นิราฟได้เดินทางหนีไปอังกฤษ และกำลังต่อสู้คดีอยู่ที่นั่น