
ผมได้เขียนบทความ ‘ตลาดหุ้นแนว Turnaround : อังกฤษ และ อาร์เจนติน่า ‘เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา ปรากฏว่าตลาดทั้งคู่ต่างทะยานขึ้นมาแบบเกินคาดที่ 23% และ 20% ตามลำดับ นับจากต้นปีถึงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยตลาดหุ้นอังกฤษ FTSE100 ขึ้นมา 12% นับจากวันที่บทความออกมา และในปีนี้สามารถทำผลงานได้ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 กระนั้นก็ดี ตลาดหุ้นอังกฤษ FTSE100 ก็ยังมีค่า P/E เพียง 17-18 เท่า เทียบกับ S&P500 ของสหรัฐที่ 27-28 เท่า
บทความนี้ ขอประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นอังกฤษต่อจากจุดนี้ ดังนี้
ก่อนอื่น ขอเริ่มจากการพิจารณาภาพรวมเศรษฐกิจกันก่อน เศรษฐกิจอังกฤษถือว่าเข้าใกล้สู่จุดที่มีการจ้างงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ว่าจะดูเหมือนว่าเศรษฐกิจอังกฤษยังต้องการการผ่อนคลายนโยบายการเงินก็ตามที ด้วยเหตุผลดังนี้
หนึ่ง การคาดการณ์ของแบงก์ชาติอังกฤษ ณ ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2022 หลังรัสเซียบุกยูเครน ว่าขนาดเศรษฐกิจอังกฤษจะหดตัว 1.8% เมื่อเวลาผ่านไป 3 ปี อย่างไรก็ดี ปรากฏว่าในความเป็นจริง ขนาดเศรษฐกิจอังกฤษกลับเติบโต 2.8% เนื่องจากราคาก๊าซไม่ได้เพิ่มขึ้นจนสูงต่อเนื่องจากช่วงนั้นเป็นต้นมาตามสมมติฐานที่ใช้ในการคาดการณ์ ทว่ากลับลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตได้และความเป็นอยู่ของชาวอังกฤษกลับดีขึ้นในภาพมหภาค
สอง นับตั้งแต่ปี 2007 ตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษรายงานในข้อมูลชุดแรกว่าอัตราเฉลี่ยการเติบโตของเศรษฐกิจอังกฤษอยู่ที่ 0.76% ทว่าข้อมูลชุดปัจจุบันพบว่ามีการเติบโตเฉลี่ยที่ 1.34% หรือสูงกว่าเดิม 76%
นอกจากนี้ ในช่วงทศวรรษ 2010 ระหว่างปี 2010 ถึง 2015 อังกฤษมีค่าเฉลี่ยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 2% ไม่ได้ประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างที่เชื่อกัน ณ ช่วงเวลานั้น และในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐบูมมากๆ ในปี 2017 เดิมเชื่อกันว่าเศรษฐกิจอังกฤษในช่วงนั้นตกรถไม่สามารถเติบโตแข่งกับสหรัฐได้ ทว่าเมื่อกลับมาพิจารณาตัวเลขชุดล่าสุดของทางการ ก็พบว่ามิได้เป็นความจริงแต่อย่างใด
หันมาพิจารณาถึงตลาดหุ้นอังกฤษกันบ้าง ต้องบอกว่า FTSE100 สร้างอัตราผลตอบแทนสูงกว่า FTSE250 มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ ที่ 13% โดยความแตกต่างดังกล่าวมาจากผลงานของ 2 เซกเตอร์หลัก ได้แก่ กลุ่มแบงก์ และ กลุ่มกลาโหมกับการบิน โดย 8.5% จากความแตกต่าง 13% ดังกล่าวมาจากหุ้นกลุ่มแบงก์ และ 4.2% มาจากกลุ่มกลาโหมกับการบิน ซึ่งหากตัด 2 เซกเตอร์ดังกล่าวออกแล้ว ความแตกต่างของทั้งคู่จะเหลือเพียง 0.3% เท่านั้น
หากพิจารณาจากมุมมองหุ้นรายตัว จะพบว่าหุ้น 6 ตัวสามารถอธิบายความแตกต่างดังกล่าวได้เกือบทั้งหมด ประกอบด้วย หุ้น Rolls-Royce ที่อธิบายผลตอบแทน 3.3% จาก 13% แม้จะเป็นหุ้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ในตลาดหุ้นอังกฤษ ในขณะที่หุ้น Lloyd’s Banking Group ช่วย 2.1% แม้จะใหญ่เป็นอันดับ 13 ในตลาด เมื่อรวมกับหุ้นกลุ่มแบงก์และกลาโหมอย่างละ 2 ตัวที่เหลือ ก็สามารถอธิบายได้ทั้งหมด 13%
คำถามคือแล้วหุ้นกลุ่มแบงก์ และ กลุ่มกลาโหมกับการบิน ของอังกฤษยังจะไปต่อไหมในปีหน้า
คำตอบคือมีโอกาสไปต่อได้ดีพอสมควร เริ่มจากกลุ่มแบงก์ หากมองโดยผิวเผิน อาจจะคิดว่าเมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายของอังกฤษลดลงอีก น่าจะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยหรือ Interest margin แคบลง อย่างไรก็ดี ตัวช่วยในปีหน้าของกลุ่มแบงก์อังกฤษ คือเกณฑ์กำกับสถาบันการเงินด้านเงินกองทุน หรือ Basel III Endgame ของอังกฤษมีแนวโน้มจะผ่อนคลายลงจากเดิม ในขณะที่ของยุโรปมีแนวโน้มจะเข้มข้นขึ้น นั่นหมายความว่าต้นทุนทางการเงินของอังกฤษจะลดลง ในขณะที่ของยุโรปต้นทุนจะสูงขึ้น จากปริมาณเงินกองทุนที่แบงก์อังกฤษที่ต้องดำรงไว้ในสัดส่วนเมื่อเทียบกับสินทรัพย์เสี่ยงต่ำกว่าของยุโรป นอกจากนี้ สำหรับหุ้นกลุ่มกลาโหมกับการบินของอังกฤษ น่าจะสามารถขึ้นไปต่อได้ในปีหน้า เนื่องจากศึกสงครามยูเครนน่าจะยังคงไม่จบลงแบบง่ายๆ
หากพิจารณาหุ้น Rolls-Royce จะพบว่ามีโมเมนตัมไปได้ต่ออีก จากการที่เป็นซัพพลายเออร์เครื่องยนต์แบบ Exclusive ให้กับ Airbus รวมถึงเครื่องบินรบทางทหาร Eurofighter นอกจากนี้ ยังผลิตอุปกรณ์สำรองไฟฟ้าให้กับ data center ของบริษัท AI อีกด้วย
นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีหลัง เซกเตอร์ Healthcare ของอังกฤษ ก็สามารถทำผลงานได้ดี โดยหุ้นกลุ่มยารักษาโรคถือว่าเป็นหุ้นคุณภาพที่ราคายังไม่แพง ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับในอดีตที่ผ่านมาถือว่าถูกพอสมควร โดยถูกกว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีค่อนข้างมากด้วย ทั้งนี้ พระเอกของบริษัทยาในอังกฤษ ได้แก่ หุ้น GSK โดยหลังจากปัญหาเกี่ยวกับการสืบทอดผู้นำองค์กรได้รับการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อย ประกอบกับความไม่แน่นอนของราคายาจากรัฐบาลสหรัฐได้ยุติลง หุ้น GSK ก็ได้ให้ผลตอบแทนโดดเด่นถึง 39% (รวมเงินปันผล) นับจากเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ที่สำคัญ ตลาดหุ้นอังกฤษมีหุ้นเหมืองทองคำอย่าง Fresnillo ที่ในปีนี้ ราคาหุ้นรวมเงินปันผลขึ้นไปถึง 364% ซึ่งนับเป็นปีที่ดีสุดนับตั้งแต่เริ่มซื้อขายในตลาดหุ้นปี 2008 รวมถึง หุ้น Endeavor mining ที่ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในปีนี้ โดย Fresnillo ได้เปรียบเพื่อนๆ ตรงที่ยังสามารถผลิตเงินด้วยซึ่งสามารถสร้างรายได้เกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด