ปี 2026: US Stagflation มีโอกาสเกิดขึ้นได้?

รูป ปี 2026: US Stagflation มีโอกาสเกิดขึ้นได้?

efinAI


บทความนี้ จะขอประเมินปัจจัยต่างๆของสงครามอิหร่านกับสหรัฐในขณะนี้ ว่าอาจจะก่อให้เกิด US Stagflation ขึ้นได้

โดยผมขอสรุปประเด็นต่างๆในช่วงที่เกิด The Great Inflation ขึ้น 2 ครั้ง ผ่าน Oil Shock ในปี 1973 และ ปี 1980 รวมถึงเกิด US Stagflation ขึ้น เพื่อให้เข้าใจความเป็นไปในอดีตเสียก่อน จนกระทั่งโยงมาถึงประเด็นเศรษฐกิจในสงครามอิหร่านกับสหรัฐ ณ ปัจจุบัน ดังนี้

1. การพุ่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อสหรัฐระหว่างปี 1972-74 มาจาก Shock 3 ประเภท ได้แก่ หนึ่ง การเพิ่มขึ้นของราคาอาหาร สอง การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน และ สาม การสิ้นสุดของโครงการควบคุมราคาสินค้าและค่าจ้าง ซึ่งอดีตผู้นำสหรัฐ ริชาร์ด นิกสัน จำกัดการขึ้นราคาสินค้าและค่าจ้างก่อนการเลือกตั้งในปี 1972 โดยสะท้อนผ่านการปรับตัวอย่างรวดเร็วของราคาสัมพัทธ์ของหมวดพลังงานและหมวดไม่ใช่พลังงาน ซึ่งหลังจากเลือกตั้งเสร็จ จึงยกเลิกเนื่องจากเกิดผลกระทบข้างเคียงเชิงลบ อาทิ การกักตุนสินค้า มากกว่าผลดี

2. ปรากฎการณ์อัตราเงินเฟ้อสหรัฐลดลงระหว่างปี 1974-1976 จากระดับสูงสุดแบบเป็นตัวเลข 2 หลักจนกระทั่งลดลงมาสู่ระดับปกติ มาจากการลดลงโดยธรรมชาติของตัวเศรษฐกิจสหรัฐเอง

3. แม้สภาวะของปัจจัยฝั่งอุปสงค์ จะมีผลกระทบต่อการพุ่งขึ้นและการลดฮวบลงของอัตราเงินเฟ้อสหรัฐระหว่างปี 1972 ถึงปี 1976 น้อยมาก ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าการบริหารจัดการด้านฝั่งอุปสงค์ดีจนกระทั่งไม่มีผลต่อเงินเฟ้อ แต่มาจากผลของ demand shock น้อยกว่าฝั่ง supply shock เป็นอย่างมาก

4. ระหว่างปี 1977 ถึงต้นปี 1980 อัตราเงินเฟ้อทั่วไป หรือ Headline inflation ขึ้นมา 8%ในขณะที่ อัตราเงินเฟ้อที่ไม่รวมอาหารและพลังงาน หรือ Underlying Inflation ขึ้นเพียง 3% ส่วนที่เหลือเป็นผลมาจากปัจจัยพิเศษอื่นๆ

5. การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้ออย่างรวดเร็วในปี 1978 มาจากเซกเตอร์อาหารเป็นหลัก รวมถึงการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านหรือ Mortgage rate ที่ขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ
จากนั้น การพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อขึ้นต่อไปอีกจนเป็นตัวเลข 2 หลักในปี 1979 สะท้อนการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและการเพิ่มขึ้นของ Mortgage rate ที่ขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ท้ายสุด การเพิ่มขึ้นของ Mortgage rate ที่ขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อด้วยตนเอง นับตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นไป

6. ยุค 1970s ถือเป็นมิติใหม่ของการเกิดเงินเฟ้อ เนื่องจาก Oil Shock เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ส่วน Food shock เคยเกิดขึ้นมาในยุค 1940s ครั้งหนึ่งมาแล้ว ทว่าหายไปในยุค 1950s และ 1960s

7. Core Inflation ซึ่งไม่รวมอาหารและพลังงานในการคำนวณคืออัตราเงินเฟ้อประเภทซึ่งเป็นจุดหมายที่อัตราเงินเฟ้อในโลกแห่งความเป็นจริงจะมุ่งไปถึงในมุมของธนาคารกลาง โดยถูกกำหนดจากปัจจัยพื้นฐาน อาทิ ส่วนต่างระหว่างอัตราการเติบโตของ Aggregate demand และ Aggregate Supply

8. ด้านฝั่งอุปสงค์ ปัจจัยต่างๆที่มีผล อาทิ นโยบายการเงินและการคลังเป็นตัวกำหนดอัตราการเติบโต ในขณะที่ฝั่งอุปทาน ปัจจัยระยะยาวอย่าง trend rate ของการเปลี่ยนระดับผลิตภาพ ผ่าน Supply shock จะกำกับภาพใหญ่ของฝั่ง Supply ในระยะสั้น

จากตรงนี้ ผมขอคาดการณ์เหตุการณ์ Oil และ Supply Shock ปี 2026 ไว้ดังนี้

1.สงครามสหรัฐกับอิหร่านในรอบนี้ น่าจะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อด้านอาหาร (Food Inflation) ค่อนข้างแน่ในช่วงถัดไป จากการที่วัตถุดิบที่จะนำไปผลิตปุ๋ยสัดส่วนถึงราว 30% ของโลกไม่สามารถถูกส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดย Food inflation ได้ส่งผลเพิ่มต่ออัตราเงินเฟ้อสหรัฐในรอบทศวรรษ 1970s ราว 2% ต่อปี

2. Supply Shock ในรอบนี้ ไปไกลกว่าอดีต เนื่องจากมีทั้ง ก๊าซฮีเลียมที่นำไปเป็นส่วนประกอบหลักของเซมิคอนดัคเตอร์และอุโมงค์ทางการแพทย์ หรือ MRI แร่อลูมิเนียม ที่นำไปเป็นภาชนะใส่อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆมากมาย รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้เป็นธาตุต่างๆของปุ๋ยในภาคเกษตรกรรม

3. โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ที่เตรียมบีบธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดให้ลดดอกเบี้ย น่าจะมีผลให้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐสูงขึ้นต่อ เหมือนกับที่ในปี 1970-72 อดีตผู้นำสหรัฐ
ริชาร์ด นิกสัน บีบอดีตประธานเฟด อาเธอร์ เบิร์นส ให้ลดดอกเบี้ยจนเกิด Stagflation ระหว่างปี 1972-74

4. ความเสี่ยงที่จะเกิด Stagflation ในปีนี้หรือปีหน้า เหมือนว่าจะยังมีอยู่ เนื่องจากว่าที่ประธานเฟด เควิน วอร์ช น่าจะไม่ทำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE อย่างแน่นอน นั่นหมายความว่าเฟดอาจขาดอาวุธหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจในยามจำเป็น

5. นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐ ณ ปัจจุบัน ไม่มี fiscal space ในการใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ หากเกิด Recession เหมือนในช่วงโควิดที่ผ่านมา


ท้ายสุด Blue collar worker หรือคนงานที่ใช้แรงงานเป็นหลัก สามารถเรียกร้องให้ค่าจ้างขึ้นได้เนื่องจากมีโอกาสน้อยที่จะถูก AI ทดแทน ในขณะที่ ความต้องการใช้งาน AI ในอนาคต หากว่าลดลงกว่าคาด น่าจะส่งผลให้เกิด Negative Supply Shock ต่อเศรษฐกิจสหรัฐได้จากการที่งบลงทุนของ Data Center Investment ลดฮวบลง ซึ่งน่าจะทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิด Stagflation ในปีนี้หรือปีหน้ามีสูงขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

ชุติมา อภิชัยสุขสกุล

ชุติมา อภิชัยสุขสกุล

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย