6 โบรกฯ ชี้เป้า 20 หุ้นเด่นเดือน เม.ย. เน้นธีมงบฯ 1Q/69 แกร่ง

รูป 6 โบรกฯ ชี้เป้า 20 หุ้นเด่นเดือน เม.ย. เน้นธีมงบฯ 1Q/69 แกร่ง

efinAI


ผลสำรวจมุมมองการลงทุนจากโบรกเกอร์ 6 แห่ง ประเมิน SET เดือน เม.ย.นี้ ผันผวนตามกระแสข่าวความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน และราคาพลังงานฯ-เงินเฟ้อที่เหวี่ยงตามปัจจัยดังกล่าว ให้กรอบดัชนีทั้งเดือนที่ 1,420 – 1,505 จุด ส่วนกลยุทธ์ลงทุนหลักเน้นธีมงบฯ 1Q/69 แกร่ง และหุ้นหลบภัยสงคราม โดยมี 20 หุ้นเด่นแนะนำ พบยังมีอัปไซด์สูงสุดถึง 84%

คาด SET เม.ย.ผันผวนกรอบ 1,420-1,505 จุด

“สำนักข่าวอีฟแนนซ์ไทย” สำรวจมุมมองโบรกเกอร์ 6 แห่ง ต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ในเดือน เม.ย.นี้ พบส่วนใหญ่ประเมินว่าดัชนีหุ้นไทยเดือนดังกล่าว ยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 1,420 – 1,505 จุด โดยดัชนีจะมีความเปราะบางต่อกระแสข่าวความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน เป็นหลัก

แนะจับตาเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ตัวชี้ชะตาตลาดหุ้น

บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ปัจจัยหลักที่ต้องติดตามในเดือน เม.ย.นี้ คือ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน โดย 6 เม.ย.ที่จะถึงนี้ จะมีเดดไลน์การเจรจา หลัง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯยื่นข้อเสนอให้อิหร่านพิจารณา หากการเจรจาดังกล่าวล้มเหลว จะเป็นปัจจัยลบต่อตลาดทุน แต่หากมีสัญญาณจบสงครามจะพลิกตลาดหุ้นให้เป็น”บวก”ทันที ทั้งนี้ ปัจจุบัน ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิด หนุนราคาพลังงานและกระตุ้นเงินเฟ้อทั่วโลก ทำให้โอกาสลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลก ทำได้น้อยลง


ด้าน บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) มองว่าดัชนีหุ้นไทยเดือน เม.ย.นี้ ยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนอย่างหนัก เนื่องจากกระแสข่าวความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน ยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง แม้ภาวะสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกจะดีขึ้นบ้างเมื่อ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา หลัง “โดนัลด์ ทรัมป์” เปิดเผยว่าต้องการยุติสงครามกับอิหร่าน แต่ภาวะตลาดยังคงอ่อนไหวมาก อีกทั้งความไม่แน่นอนดังกล่าว ยังมีต่อเนื่องในเดือน เม.ย.นี้


สอดคล้องกับ บทวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ ที่มองว่า SET Index เดือน เม.ย.นี้ ยังมีความผันผวนสูงต่อเนื่อง โดยดัชนีจะแกว่งตัวตามพัฒนาการข่าวความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน, ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก, ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ รวมทั้งผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 1/69 ที่จะเริ่มรายงานในช่วงกลายเดือนเป็นต้นไป


ส่วน บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ และอิสราเอล หนุนให้ราคาน้ำมัน Brent ปรับตัวขึ้นเหนือ 100 เหรียญ/บาร์เรล จากความเสี่ยงด้านพลังงานโลก โดยเฉพาะการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ตลาดกังวลภาวะ Stagflation มากขึ้น จากเงินเฟ้อที่เร่งตัวแบบ Cost-push และกดดันการเติบโตเศรษฐกิจ แม้กลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ต้นน้ำได้ประโยชน์ แต่สินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมยังถูกกดดันจากความไม่แน่นอนดังกล่าว


ขณะที่ การเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันที่สูงอาจทำให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 3-5% ในระยะสั้น ขณะที่ GDP ปี 2569 มีโอกาสถูกปรับลดต่ำกว่าระดับ 2% เหลือ 1 – 1.5% หากความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน ยังยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลายในเดือน เม.ย.นี้ ผลกระทบจะไม่รุนแรงนัก ด้านดาวน์ไซด์ของ EPS อยู่ที่ราว 6% แต่ยังคาดว่าอัปไซด์จากกลุ่มพลังงานจะสามารถชดเชยได้

คาด กนง.-Fed คงดอกเบี้ย จบวัฏจักรลดดอกเบี้ย

บทวิเคราะห์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า เดือนเม.ย.นี้ จะมีการประชุมของธนาคารกลางสำคัญทั่วโลก โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะจัดประชุม 28-29 เม.ย.นี้ มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50-3.75% ตามเดิม หลังกรรมการ Fed ให้ความสำคัญกับเงินเฟ้อมากขึ้น เป็นสัญญาณจบวัฎจักรดอกเบี้ยขาลง


ขณะที่ การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะยังอยู่ในขั้นตอน Wait & See ที่ระดับ 1% หลังสร้างความประหลาดใจด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมครั้งที่แล้ว ประกอบกับ มีวิกฤติพลังงานเข้ามากดดันด้วย


ด้าน บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ราคาเชื้อเพลิงในประเทศมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในเดือน เม.ย.นี้ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นด้วย ซึ่งจะกระทบกับกำลังซื้อของผู้บริโภค และฉุดรั้งภาคอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนด้านการขนส่ง และพลังงานสูง


ส่วน “ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เสริมว่า ยังต้องติดตามการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อเดือน มี.ค.69 ซึ่งจะมีการายงานตัวเลขในช่วงกลางเดือน เม.ย.นี้ ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร เช่นเดียวกับ ราคาพลังงานในประเทศด้วย ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัย ล้วนส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของ SET Index ในเดือน เม.ย.นี้ ด้วย

กลยุทธ์แนะเก็งกำไรงบฯ 1Q/69 แกร่ง

ขณะที่ กลยุทธ์การลงทุนเดือน เม.ย.นี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำลงทุนในธีมหุ้นที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 มีแนวโน้มเติบโตแกร่ง รองลงมา คือ กลุ่มหุ้นปลอดภัยจากผลกระทบการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และอิสราเอล โดยมีหุ้นแนะนำทั้งหมด 20 บริษัท ดังนี้

6 โบรกฯ ชี้เป้า 20 หุ้นเด่นเดือน เม.ย. เน้นธีมงบฯ 1Q/69 แกร่ง
บล.ชื่อย่อหุ้นราคาเหมาะสม (บ.)%อัปไซด์
ทิสโก้AMATA3584.21
BDMS25.234.04
GFPT1226.98
MRDIYT1020.48
PRM9.115.19
ทรีนีตี้BDMS29.255.32
BCH14.246.39
CHG241.84
AMATA*22.6319.11
BJC1818.42
TRUE*16.4914.51
WHA*4.814.29
หยวนต้าGULF9153.59
ERW3.647.54
CPALL6236.26
ดาโอCK2348.39
CPALL6338.46
OR1837.40
OSP2035.14
CPN7215.66
PRM8.8011.39
เคจีไอCK20.632.90
BBGI5.4527.34
PTTGC32.522.64
ฟินันเซียฯCPALL6031.87
CPF2414.83
PRM9.520.25
GULF67.5013.92
หมายเหตุ : ข้อมูลเฉพาะบริษัทที่ราคาหุ้นมีอัปไซด์เกิน 10%

20 บริษัทดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นหุ้นในดัชนี SET100 จำนวน 18 บริษัท ขณะที่บริษัทนอกดัชนี SET100 ติดโผเพียง 2 บริษัทเท่านั้น กลุ่มธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภคติดโผมากสุด จำนวน 4 บริษัท รองลงมา คือ กลุ่มธุรกิจการแพทย์ และพาณิชย์ ที่ติดโผจำนวน 3 บริษัท เท่ากัน

“CPALL” – “PRM” ถูกแนะนำตรงกันมากที่สุด

บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) และ บมจ.พริมา มารีน (PRM) เป็น 2 บริษัท ที่นักวิเคราะห์แนะนำให้เป็นหุ้นเด่นเดือน เม.ย.นี้ ตรงกันมากที่สุด จำนวน 3 โบรกเกอร์เท่ากัน โดย CPALL มีเหตุผลหลักจากผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 ถูกคาดการณ์ว่ามีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งได้ต่อ ส่งผลให้ผลการดำเนินงานทั้งปี 2569 มีแนวโน้มที่กำไรสุทธิจะทำสถิติสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) ได้


ส่วน PRM ถูกนักวิเคราะห์มองว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง อีกทั้งคาดว่า PRM จะได้รับประโยชน์จากความต้องการใช้เรือกักเก็บน้ำมันเพิ่มขึ้น จากปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความไม่แน่นอนของปริมาณน้ำมันโลก ส่งผลให้เกิดความต้องการใช้เรือ FSU เพื่อกักเก็บน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างมาก และบริษัทก็มีโอกาสปรับค่าเช่าเรือเพิ่มด้วย


ขณะที่ มีอีก 4 บริษัท ที่มีนักวิเคราะห์ 2 แห่ง แนะนำตรงกันให้เป็นหุ้นเด่นประจำเดือน เม.ย.นี้ ประกอบด้วย บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากกลุ่มทุนต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น และผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง


บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 มีแนวโน้มเเติบโตแข็งแกร่ง และสัดส่วนลูกค้าตะวันออกกลางไม่สูงเมื่อเทียบกับกลุ่ม , บมจ.ช.การช่าง (CK) คาดได้รับประโยชน์จากการลงทุนของภาครัฐ อีกทั้งยังมีงานในมือที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) สูง และ บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ถูกคาดการณ์ว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง

ส่องราคาหุ้น “AMATA” มีอัปไซด์สูงสุดถึง 84%

ทั้งนี้ เมื่อสำรวจราคาหุ้นที่ซื้อขาย ณ ปัจจุบัน พบว่า บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) เป็นบริษัทที่มีอัปไซด์สูงสุด 19.11 – 84.21% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 22.63 – 35 บาท/หุ้น รองลงมา คือ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ที่ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 34.04 – 55.32% หลักถูกโบรกเกอร์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 25.20 – 29.20 บาท/หุ้น


ยังมีอีก 8 บริษัท ที่ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์มากกว่า 30% นำโดย บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 13.92 – 53.59% หลักถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 67.50 – 91 บาท/หุ้น, บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 47.54% หลักถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 3.60 บาท/หุ้น


ด้าน บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 46.39% หลักถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 14.20 บาท/หุ้น, บมจ.โรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG) ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 41.84% หลักถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 2 บาท/หุ้น


ฟาก บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 31.87 – 38.46% หลักถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 60 – 63 บาท/หุ้น, บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 37.40% หลักถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 18 บาท/หุ้น


ปิดท้ายด้วย บมจ.โอสถสภา (OSP) ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 35.14% หลักถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 20 บาท/หุ้น และ บมจ.ช.การช่าง (CK) ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 32.90% หลักถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 20.60 บาท/หุ้น

Related Topics