8 หุ้นแบงก์ ถูกโบรกฯปรับเป้ากำไร-ราคาเหมาะสม หลังงบฯ 1Q/69

รูป 8 หุ้นแบงก์ ถูกโบรกฯปรับเป้ากำไร-ราคาเหมาะสม หลังงบฯ 1Q/69

efinAI


หุ้นธนาคารพาณิชย์โกยกำไร 1Q/69 รวม 6.8 หมื่นล้านบาท โตเล็กน้อยจากปีก่อน ขณะที่ผลสำรวจข้อมูลบทวิเคราะห์หลังงบฯมี 8 หุ้นในกลุ่ม ถูกโบรกฯปรับเป้ากำไรปี 69 – ราคาเหมาะสมใหม่ โดย 3 แบงก์ถูกปรับเชิง “บวก” ส่วนอีก 5 ธนาคารโดนปรับเชิง “ลบ” นักวิเคราะห์ให้น้ำหนักลงทุน “เท่ากับตลาด” ยก “BBL” – “TTB” เด่นสุด เหตุงบดุล – คุณภาพหนี้แกร่ง !

แบงก์ฟันกำไร 1Q/69 รวม 6.8 หมื่นลบ.โตเล็กน้อย

ผ่านพ้นไปแล้ว สำหรับการประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 (1Q/69) ของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยธนาคารทั้ง 11 แห่ง มีกำไรสุทธิรวมกัน 68,683 ล้านบาท เติบโตขึ้น 0.61% จากปีก่อน และเติบโตขึ้น 20% จากไตรมาสก่อน


สาเหตุหลักที่ทำให้กำไรสุทธิรวมไตรมาส 1/69 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังสามารถเติบโตได้ทั้งเทียบปีก่อน และไตรมาสก่อน เป็นเพราะผลการดำเนินงานงวดดังกล่าว ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเฉพาะตัวของแต่ละธนาคาร ทั้งรายได้พิเศษ และคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังควบคุมได้


อีกทั้ง การตั้งสำรองหนี้สูญรวมทั้งกลุ่มในช่วงไตรมาส 1/69 ยังอยู่ที่ระดับ 54,488 ล้านบาท ลดลง 0.39% จากปีก่อน ประกอบกับ หนี้เสีย (NPL) ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 436,756 ล้านบาท ลดลง 0.85% เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2568 แต่ยังเพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับปีก่อน

พบ 8 แบงก์ ถูกโบรกฯปรับเป้ากำไร-ราคาเหมาะสม

ขณะที่ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” สำรวจบทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ที่มีการอัปเดตข้อมูลหลังหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 เสร็จสิ้น พบ 8 หุ้น (ข้อมูลเฉพาะหุ้นที่มีบทวิเคราะห์อัปเดต) ในกลุ่ม ถูกนักวิเคราะห์ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 และราคาเหมาะสมใหม่ ดังนี้

8 หุ้นแบงก์ ถูกโบรกฯปรับเป้าหลังงบฯ 1Q/69
ชื่อย่อหุ้นบล.คาดกำไรปี 69 (ลบ.)
[กำไรเดิม (ลบ.)]
ราคาเหมาะสม (บ.)[ราคาเดิม (บ.)]
KBANKพาย49,264 [48,485]212 [210]
กรุงศรี48,952 [46,285]232 [230]
เคจีไอ48,905 [47,480]216 [225]
เมย์แบงก์ฯ47,379 [44,945]200 [185]
ดาโอ46,520 [46,520]225 [191]
อินโนเวสท์ฯ45,955 [45,231]214 [202]
คิงส์ฟอร์ด45,919 [50,781]202 [203]
KTBฟิลลิป48,600 [47,490]36 [31]
ดาโอ47,017 [47,017]38 [35]
อินโนเวสท์ฯ45,281 [45,281]38 [31]
ทิสโก้44,077 [44,077]37 [33]
SCBพาย44,954 [45,839]140 [149]
ทรีนีตี้42,568 [43,678]135 [135]
กรุงศรี42,071 [44,671]135 [145]
ดาโอ41,843 [45,000]148 [160]
BBLดาโอ42,128 [42,128]195 [170]
ทิสโก้41,377 [43,719]170 [182]
กรุงศรี41,297 [41,297]185 [155]
อินโนเวสท์ฯ40,344 [40,447]180 [180]
BAYทิสโก้31,970 [33,258]27 [28.20]
อินโนเวสท์ฯ30,846 [30,846]28 [27]
TTBพาย20,834 [20,854]2.20 [2.20]
เอเซีย พลัส20,805 [20,805]2.42 [2.22]
อินโนเวสท์ฯ19,820 [19,986]2.20 [2.05]
ดาโอ19,343 [19,343]2.40 [2.20]
KKPฟิลลิป6,800 [6,600]80 [67]
อินโนเวสท์ฯ6,732 [6,184]79 [72]
พาย6,443 [6,190]84 [80]
ดาโอ6,164 [6,164]81 [77]
ทิสโก้5,660 [4,969]71 [67]
TISCOอินโนเวสท์ฯ6,680 [6,923]111 [106]
หมายเหตุ : ข้อมูลเฉพาะหุ้นที่มีบทวิเคราะห์อัปเดทหลังงบฯ 1Q/69

“KKP” ถูกอัปเป้ากำไรขึ้นจากเดิมมากสุด 13%

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) เป็นหุ้นธนาคารพาณิชย์ที่ถูกนักวิเคราะห์ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ขึ้นจากเดิมมากที่สุด 3.03 – 13.90% โดยประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 หลังปรับขึ้นใหม่อยู่ที่ 5,660 – 6,800 ล้านบาท ชะลอตัว 4.26% – เติบโตขึ้น 15.02% จากปีก่อน ขณะที่ราคาเหมาะสมปรับใหม่อยู่ในกรอบ 71 – 84 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้นจากเดิม 4 – 13 บาท/หุ้น


สาเหตุหลักที่ทำให้ KKP ถูกโบรกเกอร์ปรับประมาณการเชิง”บวก” เนื่องด้วยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 ดีกว่าตลาดคาดถึง 23% หลัก ๆ เป็นเพราะรายได้ Non-NIM เติบโตขึ้น 65% จากปีก่อน และเติบโตขึ้น 6% จากไตรมาสก่อน หลังรายได้เงินปันผลเพิ่มขึ้น 617% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 223% จากไตรมาสก่อน ประกอบกับ รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 24% จากปีก่อน หนุนด้วยรายได้จากธุรกิจไดม์, ธุรกิจจัดการกองทุน และรายได้นายหน้าประกัน เพิ่มขึ้น


รองลงมา คือ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ที่ประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ถูกนักวิเคราะห์ปรับขึ้นจากเดิมอีก 1.60 – 5.76% เป็น 45,919 – 49,264 ล้านบาท แต่ยังลดลง 0.60 – 7.35% จากปีก่อน ขณะที่ราคาเหมาะสมปรับใหม่อยู่ในกรอบ 200 – 232 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้นจากเดิม 2 – 34 บาท/หุ้น


ปัจจัยหลักที่ทำให้ KBANK ถูกโบรกเกอร์ปรับประมาณการเชิง”บวก” เป็นเพราะผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 ดีกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ถึง 28% หลัง Non-NIM เติบโตขึ้น 28% จากปีก่อน และเติบโตขึ้น 17% จากไตรมาสก่อน จากรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิที่เพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อน อีกทั้ง รายได้จากการประกันภัยดีขึ้น 477% จากไตรมาสก่อน, กำไรจากการลงทุนสูงขึ้น 119% จากปีก่อน และ 320% จากไตรมาสก่อน และรายได้ค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว จำนวน 1,450 ล้านบาท


ด้าน ธนาคารกรุงไทย (KTB) ถูกนักวิเคราะห์ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ขึ้นจากเดิมอีก 2.33% เป็น 44,077 – 48,600 ล้านบาท ชะลอตัว 8.60% – เติบโตขึ้น 0.77% จากปีก่อน ขณะที่ราคาเหมาะสมปรับใหม่อยู่ในกรอบ 36 – 38 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้นจากเดิม 3 – 7 บาท/หุ้น


การที่ KTB ถูกนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ปรับประมาณการเชิง”บวก” เป็นเพราะกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 ดีกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ถึง 12% หลัง Non-NIM เติบโตขึ้น 30% จากปีก่อน และเติบโตขึ้น 27% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากกำไร FVTPL ที่สูงขึ้น 90% จากปีก่อน และ 82% จากไตรมาสก่อน อีกทั้งกำไรเงินลงทุนยังเพิ่มขึ้น 141% จากไตรมาสก่อนอีกด้วย และรายได้เงินปันผลยังเติบโตขึ้น 248% จากปีก่อน และ 4,720% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิเพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อน และ 1% จากไตรมาสก่อน

“SCB” ถูกหั่นเป้ากำไรลงจากเดิมมากสุด 7%

ส่วน บมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCB) เป็นหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ถูกนักวิเคราะห์ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 ลงจากเดิมมากที่สุด 1.93 – 7.01% เหลือ 41,843 – 44,954 ล้านบาท ชะลอตัวลง 5.33 – 11.88% จากปีก่อน ขณะที่ ราคาเหมาะสมถูกปรับลงในกรอบ 135 – 148 บาท/หุ้น ลดลงจากเดิม 9 – 12 บาท/หุ้น


สาเหตุหลักที่ทำให้ SCB ถูกนักวิเคราะห์ปรับประมาณการเชิง”ลบ” เป็นเพราะผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 ที่หดตัวแรง 18% จากปีก่อน หลังรายได้ดอกเบี้ย (NIM) ลดลง และกำไรจากการประเมินมูลค่าทางการตลาดจากเครื่องมือทางการเงินลดลง อีกทั้งในระยะถัดไปยังมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันต่อคุณภาพสินเชื่อของ SCB และการตั้งสำรองฯที่อาจมีแนวโน้มสูงขึ้นกว่าตลาดคาดการณ์


รองลงมา คือ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ที่ถูกนักวิเคราะห์ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 ลงจากเดิม 0.25 – 5.35% เหลือ 40,344 – 42,128 ล้านบาท ชะลอตัว 8.42 – 12.30% จากปีก่อน ขณะที่ ราคาเหมาะสมถูกปรับลงในกรอบ 170 – 195 บาท/หุ้น ลดลงจากเดิม 12 บาท/หุ้น


ปัจจัยหลักที่ทำให้ BBL ถูกนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ปรับประมาณการเชิง”ลบ” เนื่องด้วยรายได้ Non-NIM ในไตรมาส 1/69 ลดลง 7% จากปีก่อน อีกทั้งคาดการณ์ว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปีก่อน จาก NIM ที่มีแนวโน้มลดลง ประกอบกับ คาดการณ์ว่า กำไรเงินลงทุนในช่วงปี 2569 มีแนวโน้มลดลง จากการดำเนินงานปกติที่อ่อนตัวลง

อีก 3 แบงก์ ถูกหั่นเป้ากำไรลง 0.09 – 3.87%

นอกจากนี้ ยังมีธนาคารพาณิชย์อีก 3 แห่ง ถูกนักวิเคราะห์ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ลงจากเดิม 0.09 – 3.87% นำโดย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ที่ถูกนักวิเคราะห์ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 ลงจากเดิม 3.87% เหลือ 30,846 – 31,970 ล้านบาท ชะลอตัว 2.81% – เติบโตขึ้น 0.73% จากปีก่อน ขณะที่ ราคาเหมาะสมถูกปรับลงในกรอบ 27 – 28 บาท/หุ้น ลดลงจากเดิม 1.2 บาท/หุ้น


หลัก ๆ เป็นเพราะรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ยังอ่อนตัวลง 2% จากไตรมาสก่อน จากสินเชื่อที่หดตัว 1.2% จากไตรมาสก่อน และส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 10 bps การหดตัวสินเชื่อเกิดในวงกว้าง ยกเว้นกลุ่มลูกค้าองค์กรญี่ปุ่น ขณะที่ สินเชื่อ SME ยังลดลง 2.3% จากไตรมาสก่อน จากคุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนแอลง


ต่อด้วย บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) ที่ถูกนักวิเคราะห์ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 ลงจากเดิม 3.51% เหลือ 6,680 ล้านบาท เติบโตขึ้น 0.33% จากปีก่อน แต่ราคาเหมาะสมถูกปรับขึ้นเป็น 111 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้นจากเดิม 5 บาท/หุ้น สะท้อนจากความเสี่ยงด้าน Credit cost มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามคุณภาพสินทรัพย์ที่สูงขึ้น จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน


ฟาก ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) ถูกนักวิเคราะห์ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 ลงจากเดิม 0.09 – 0.83% เหลือ 19,343 – 20,834 ล้านบาท ชะลอตัว 6.27% – เติบโตขึ้น 0.94% จากปีก่อน แต่ราคาเหมาะสมถูกปรับขึ้นในกรอบ 2.20 – 2.42 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้นจากเดิม 0.15 – 0.20 บาท/หุ้น หลังคาดการณ์ว่า กำไรสุทธิไตรมาส 2/69 มีแนวโน้มลดลงทั้งเทียบปีก่อน และไตรมาสก่อน จากกำไร FVTPL ที่ลดลง

วงการยก “BBL”-“TTB” เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม !

บทวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินว่า ผลการดำเนินงานรวมกลุ่มธนาคารพาณิชย์ช่วงไตรมาส 2/69 มีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน แต่ยังฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนได้ โดยมีแรงกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับตัวลงต่อเนื่อง แต่การฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน จะเกิดจากสินเชื่อรวมมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบริษัทใหญ่ตามการลงทุนที่เร่งตัวขึ้น หลังการเมืองในประเทศมีเสถียรภาพ และคาดจะเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นของรัฐบาลชุดใหม่


ขณะที่ รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจะมีปัจจัยหนุน จากรายได้เงินปันผลรับของพอร์ตเงินลงทุนตราสารทุนเข้ามาช่วยเสริม และรายได้ค่าธรรมเนียมสินเชื่อที่ดีขึ้น หนุนให้ทั้งปี 2569 กลุ่มธนาคารพาณิชย์จะมีกำไรสุทธิรวมกัน 231,704 ล้านบาท


ทั้งนี้ ยังคงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคารพาณิชย์”เท่ากับตลาด” โดยเลือก “BBL” เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม เพราะมองว่า “BBL” มีพอร์ตสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำ เน้นขยายสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าบริษัทใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งเป็นหลัก ขณะที่ ปัจจุบัน ตลาดมองว่า ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว ทำให้ความเสี่ยงที่จะมีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อค่อนข้างจำกัด หลังจากนี้จึงคาดว่า “BBL” จะสามารถบริหารจัดการ NIM ได้ดีขึ้น จากการทยอยปรับลดโปรโมชั่นเงินฝากประจำเพื่อลดต้นทุนทางการเงิน


สอดคล้องกับ บทวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ที่ให้ข้อมูลเสริมว่า นักลงทุนยังคงมีความสนใจหุ้นธนาคารพาณิชย์ในแง่การจ่ายเงินปันผล, ความเสี่ยงคุณภาพสินทรัพย์, ผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่ง บล.เมย์แบงก์ฯ เลือก “BBL” และ “TTB” เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม โดย “BBL” มีความน่าสนใจในแง่งบดุลที่แข็งแกร่ง ส่วน “TTB” นักลงทุนคาดการณ์ว่า ความสามารถในการทำกำไร (ROE) มีโอกาสแตะ 10% ในระยะยาว

Related Topics

Reporting by

Jirayu Khunnangprasert

Jirayu Khunnangprasert

Senior Reporter, efinanceThai