ดีลพักรบตะวันออกกลาง คลายวิกฤติพลังงานโลก เปิดโอกาสเศรษฐกิจไทย

รูป ดีลพักรบตะวันออกกลาง คลายวิกฤติพลังงานโลก เปิดโอกาสเศรษฐกิจไทย

efinAI


ทันทีที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้ตกลงพักการสู้รบกับอิหร่าน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยมีนาย เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย ชาวโลกก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทั้งที่ก่อนหน้ายังประกาศเตรียมจะถล่มใหญ่อิหร่านแบบให้สูญสิ้นอารยธรรมกันไปเลย

แต่แล้วไม่ถึง 2 ชั่วโมงก่อนถึงเส้นตาย ทรัมป์ ก็ประกาศบนแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า ได้ตกลงระงับแผนการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน 14 วันหรือ 2 สัปดาห์ เช่นเดียวกับอิสราเอล ในขณะที่ให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที ส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงทันทีกว่า 16% หลุด 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตลาดหุ้นดีดตัวขึ้นทั่วโลก รับข่าวดีการหยุดยิง และเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ถือว่าปากีสถานเป็นกุญแจสำคัญในการไกล่เกลี่ยครั้งนี้ และหวังจะให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิง เพื่อเปิดทางให้การทูตหาทางยุติสงครามอย่างถาวร โดยจะมีการเจรจาสันติภาพในวันศุกร์ที่ 10 เม.ย. นี้ ที่กรุงอิสรามาบัด ประเทศปากีสถาน

“เราตัดสินใจระงับการโจมตี เพราะได้บรรลุและเกินเป้าหมายทางทหารทั้งหมดแล้ว และข้อเสนอ 10 ข้อจากอิหร่านถือเป็นพื้นฐานที่ใช้ได้สำหรับการเจรจา” ทรัมป์บอก ขณะที่อิหร่านก็บอกว่าการพักรบคราวนี้ เป็นชัยชนะของตนเองเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี หลักใหญ่ใจความของข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์รอบนี้ ได้ลดความเสี่ยงของวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจโลก ที่หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าหากสงครามไม่จบเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว และเข้าสู่ภาวะถดถอยในที่สุด แต่การตกลงหยุดยิงครั้งนี้ เป็นการพักรบชั่วคราวเท่านั้น เช่นเดียวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้นการเจรจาอย่างเป็นทางการที่กรุงอิสลามาบัด วันที่ 10 เมษายนนี้ จึงต้องจับตามองว่าทั้งสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน จะตกลงอย่างไร และจะเป็นการเจรจาสันติภาพที่แท้จริงได้หรือไม่ เพราะทางฝั่งอิหร่านก็ส่งสัญญาณชัดว่า นี่ยังไม่ใช่การยุติสงครามถาวร และมีเงื่อนไขต่อรองเรื่องการยุติการโจมตี รวมถึงการชดเชยความเสียหายจากสงคราม

อีกทั้ง เรื่องที่ต้องไม่ประมาทคือ ช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างพลังงานของโลก เพราะเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซสำคัญ โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ระบุว่าในปี 2025 ที่ผ่านมาน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันราว 80% ที่ผ่านฮอร์มุซมีปลายทางอยู่ในเอเชีย และ LNG ที่ผ่านเส้นทางนี้มีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 5 ของการค้าโลก ดังนั้นแม้ว่าฮอร์มุซจะเปิด แต่ก็เป็นเพียงระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ อีกทั้งการผ่านช่องแคบดังกล่าว ยังต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ของอิหร่าน ซึ่งก็ยังอาจเป็นความเสี่ยงได้ทุกเมื่อ หากการเจรจาหยุดยิงไม่ได้เกิดขึ้นถาวร

สำหรับประเทศไทย ระยะสั้นถือเป็นบวกต่อเสถียรภาพพลังงานในประเทศ เพราะเราพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง และรัฐบาลไทยเองก็ได้มีมาตรการรับมือวิกฤติพลังงานไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยล่าสุด กระทรวงพลังงานรายงานว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอ 105 วัน แบ่งเป็นการสำรองตามกฎหมาย สำรองเชิงพาณิชย์ และระหว่างขนส่ง และถือเป็นโอกาสให้เราได้หายใจ เพราะแรงกดดันจากต้นทุนราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง ค่าไฟ และเงินเฟ้อจะผ่อนคลายลงเมื่อเทียบกับกรณีฮอร์มุซปิดยาว

ขณะที่ภาคท่องเที่ยวและสายการบิน ก็อาจมีโอกาสฟื้นความเชื่อมั่นได้เร็วขึ้น หากราคาน้ำมันและค่า jet fuel ไม่พุ่งต่อ ส่วนภาคอุตสาหกรรมและขนส่งจะบริหารต้นทุนได้ดีขึ้นในช่วงสั้น และรัฐบาลมีจังหวะใช้ช่วงพักรบนี้จัดระเบียบแผนสำรอง โดยไม่ต้องตัดสินใจภายใต้ภาวะแพนิค หรีอกดดัน ในช่วงกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา

เปิด 3 ฉากทัศน์พักรบ กับโอกาสของประเทศไทย

ทั้งนี้โอกาสของไทยจะเกิดขึ้นจริงได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าการหยุดยิง 2 สัปดาห์นี้ จะนำไปสู่การเจรจาและหยุดยิงถาวรได้หรือไม่ เพราะแม้ฮอร์มุซจะกลับมาเปิด แต่ราคาพลังงานอาจยังอยู่ในระดับสูงอีกหลายเดือนจากความไม่แน่นอน และการฟื้นตัวของซัพพลายที่ต้องใช้เวลา ซึ่งหมายความว่าต่อให้ข่าวดีทำให้ราคาน้ำมันย่อตัวลง แต่ความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน และราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นก็ยังไม่จบ โดยเราสามารถแยกฉากทัศน์การพักรบได้ 3 แบบ

ฉากทัศน์ที่ 1 พักรบแล้วเจรจาคืบหน้า

การประชุมวันที่ 10 เมษายนนี้ ที่อิสลามาบัดได้ข้อสรุประดับที่ชัดเจน เช่น ขยายเวลาหยุดยิง ตั้งคณะทำงานเรื่องช่อแคบฮอร์มุซ รวมถึงเจรจาว่าจะไม่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพิ่ม ซึ่งฉากทัศน์แบบนี้จะเป็นกรณีดีที่สุดต่อประเทศไทย เพราะจะทำให้ราคาน้ำมันมีโอกาสทรงตัว หรืออาจลดลงต่อเนื่อง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดเงินและตลาดหุ้นทั่วโลก และแน่นอน SET Index จะได้แรงหนุน ส่วนภาคการท่องเที่ยว ขนส่ง โรงไฟฟ้า และหุ้นกลุ่มอุปโภค บริโภค ค้าปลีก จะได้รับอานิสงส์มากที่สุด

ฉากทัศน์ที่ 2 พักรบอยู่ แต่เจรจาอาจจะได้แค่ยื้อ หรือซื้อเวลา

ฉากทัศน์นี้ อาจเป็นฉากทัศน์ฐานที่มีโอกาสมากที่สุด เพราะแม้ทุกฝ่ายอยากหลีกเลี่ยงที่จะยกระดับความรุนแรงของสงคราม แต่เงื่อนไข 10 ข้อของอิหร่านที่ตั้งไว้ค่อนข้างทำได้ยยาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลักประกันที่จะไม่ให้สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีซ้ำ การถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากพื้นที่ตะวันออกกลาง การเปิดโอกาสให้อิหร่านพัฒนาแร่ยูเรเนียมได้ต่อ และการชดเชยความเสียหายจากสงคราม โดยอิหร่านสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซได้ อาจจะทำให้การเจรจาไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะความขัดแย้งเรื่องสิทธิการเก็บค่าผ่านทางช่องแคบ ฯ ซึ่งหลายฝ่ายคัดค้าน ทำให้การพักรบในฉากทัศน์นี้ อาจทำให้ตลาดโล่งใจได้เพียงบางส่วน ถึงแม้ราคาน้ำมันอาจไม่ขึ้นพวรดพราดเหมือนเดิม แต่ก็จะไม่ปรับลดลงมากนัก ประเทศไทยจะยังต้องเจอภาระต้นทุนพลังงานที่สูงอยู่ และรัฐบาลก็ต้องช่วยพยุงค่าครองชีพของประชาชนต่อเนื่อง

ฉากทัศน์ที่ 3: หยุดยิง แต่เจรจาล้มเหลว หรือมีเหตุยั่วยุใหม่

แน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้ฉากทัศน์นี้เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส ฉากทัศน์นี้มีอยู่จริง ถึงแม้จะมีการประกาศพักรบแล้ว เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันยังมีความเปราะบาง จากความวิตกเรื่องการเปิดฉากต่อสู้ภาคพื้นดิน และความเป็นไปได้ที่อาจยังมีเหตุโจมตีเพิ่มเติม ตลอดจนสัญญาณเตือนในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่อาจทำให้การเมืองและการสู้รบกลับไปสู่จุดเดิมทันทีหากการเจรจาล้มเหลว นี่ยังไม่รวมท่าทีกลับไป กลับมารายวันของทรัมป์ ซึ่งกรณีนี้ราคาน้ำมันมีโอกาสดีดกลับแรง เงินเฟ้อจะกลับมาเป็นแรงกดดันเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง การท่องเที่ยวหดหาย ธุรกิจการบิน การขนส่งของผู้ประกอบการ ภากคารเกษตรได้รับผลกระทบทันทีจากต้นทุนน้ำมันที่ส่งต่อไปยังผู้ประกอบการ ส่วนภาคเกษตรก็จะเริ่มขาดแคลนปุ๋ย ที่เริ่มมีสัญญาณ และที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ก็คือ ราคาสินค้าที่จะเริ่มทยอยขึ้นราคา เพราะหากการเจรจาล้มเหลว และกลับไปสู้รบเหมือนเดิม จะทำให้รัฐบาลอาจต้องใช้ยาแรงในการออกมาตรการเพื่อประคองเศรษฐกิจในประเทศ

จับตา 4 ประเด็น เจรจาสันติภาพที่อิสรามาบัด

เมื่อพิจารณาจาก 3 ฉากทัศน์ดังกล่าว การเจรจาวันที่ 10 เมษายน จึงอาจยังไม่ใช่โอกาส ที่จะเกิดสนธิสัญญาสันติภาพเพื่อจบสงครามกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา แต่อาจเป็นข้อตกลงเพื่อซื้อเวลาและสร้างกรอบเจรจาระหว่างกัน เนื่องจาก โดนัลด์ ทรัมป์ และสหรัฐต้องการหลีกเลี่ยงสงครามยืดเยื้อจนกระทบต่อเศรษฐกิจของโลก และสหรัฐฯ อีกทั้งแน่นอนว่าทรัมป์ ไม่ต้องการสูญเสียคะแนนเสียงที่กำลังลดลงเรื่อยๆ ได้อีกต่อไป สำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. และผู้ว่าการรัฐฯ ในช่วงกลางเทอม (Midterm Elections) ที่จะมีขึ้นในเดือน พ.ย. นี้ เพราะช่วงดังกล่าวงถือเป็นวาระสำคัญในการตรวจสอบคะแนนนิยมของทรัมป์ และพรรครีพลับริกัน

ขณะที่อิหร่านก็ต้องการหลักประกันว่าสหรัฐฯ และอิสราเองล จะไม่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานของพวกเขา รวมไปถึงผลตอบแทนจากการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนอิสราเอล ก็จำเป็นต้องยอมรับข้อตกลงในครั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายจากการถูกอิหร่านถล่มอย่างหนัก อีกทั้งผลกระทบจากความเสี่ยงที่เนทันยาฮูจะการสูญเสียพันธมิตรตะวันกลางอย่างถาวร หากยังฝืนจะสู้รบในสงครามครั้งนี้ เพราะฉะนั้นการเจรจาคราวนี้ ต่างฝ่ายต่างก็ไม่อยากเสียหายเพิ่้มอีกแล้ว เพียงแต่ก็ยังไม่ยอมลดราวาศอกมากจนเกินไป ดังนั้นมองว่าแนวโน้มการเจรจา อาจออกมาในรูปแบบ ขยายเวลาหยุดยิง แล้วมาตั้งกรอบเวลาในการเจรจาใหม่อีกครั้ง มากกว่าข้อตกลงสุดท้ายในรอบเดียว

ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษจากวงเจรจาอิสลามาบัด จึงสรุปได้ 4 ประเด็น คือ

1. ขยายเวลาหยุดยิงออกไปนานแค่ไหน หรือถาวรเลยหรือไม่

2. ตกลงเรื่องกติกาการเดินเรือผ่านฮอร์มุซ ในรูปแบบใด

3. ตกลงจะไม่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่านอีกต่อไป

4. โรดแมปการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการตรวจสอบข้อตกลงนิวเคลียร์ที่มีต่ออิหร่าน จะยังมีต่อไปหรือไม่ ซึ่งหากการเจรจาสามารถตกลงกันได้ แม้จะเพียง 2 ใน 4 ข้อ ก็จะช่วยให้ตลาดตอบรับเชิงบวกได้ แม้อาจจะไม่ถึงขั้นตัดความเสี่ยงที่สงครามจะกลับมาทั้งหมดออกไปก็ตาม

5 เรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องทำใน 14 วัน 

ดังนั้นหากถามว่า 2 สัปดาห์ หรือ 14 วันจากนี้ รัฐบาลจึงควรตั้งรับ และเตรียมการณ์ให้รอบคอบอย่างไรบ้าง ตั้งแต่การเจรจาเพื่อนำเรือที่ติดอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซออกมาโดยเร็ว และความจำเป็นที่อาจต้องสั่งซื้อน้ำมันดิบเพิ่มเติม รวมไปถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อให้ประเทศกลับมามีสำรองน้ำมันสำเร็จรูปอย่างเพียงพอต่อการบริโภค ไม่ให้เกิดภาวะ Energy Shock กลับมาอีก แต่ก็อย่าชะล่าใจกับการพักรบ จนผ่อนปรนมาตรการที่ควรทำ โดยสิ่งที่รัฐบาลควรทำ และจำเป็นต้องทำใน 14 วันนี้จากนี้คือ

  1. เร่งล็อกซัพพลายสำรอง ทั้งน้ำมันดิบ LNG และสินค้าทางเรืออื่นๆ ที่ต้องผ่านฮอร์มุซ จากแหล่งในตะวันออกกลางให้มากที่สุด เพราะแม้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ความเสี่ยงที่อาจจะกลับทิศได้ก็มีเร็วมาก ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยก็เริ่มดำเนินการสั่งซื้อบางส่วนมาแล้วจาก สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และแอฟริกาใต้
  2. คุมต้นทุนในประเทศ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ค่าโดยสาร ค่าขนส่ง และราคาสินค้าที่จำเป็น เพราะแม้น้ำมันโลกจะลดลง แต่หากผู้ประกอบการ price-in ความเสี่ยงล่วงหน้ามากเกินไป แรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศก็จะยังอยู่ ซึ่งทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพลังงาน ควรใช้ช่วงเวลานี้ทบทวนสูตรราคา และมาตรการเฉพาะจุด
  3. เตรียมแผนดูแลภาคขนส่ง และท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ และหลังสงกรานต์ เพราะหากการเจรจาวันที่ 10 เมษายน ไม่ราบรื่น ราคาน้ำมันอาจผันผวนอีกครั้ง รัฐบาลจึงควรมีแพ็กเกจสำรอง หรือมาตรการในการช่วยระบบขนส่ง และผู้ประกอบการท่องเที่ยวรองรับไว้
  4. สื่อสารกับประชาชนแบบตรงไปตรงมา และรายงานสถาการณ์ต่อเนื่อง ข่าวหยุดยิงแม้จะเป็นเรื่องดี แต่อาจยังไม่ใช่การหยุดยิงถาวร วิกฤตยังคงอยู่ เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัว และยังช่วยลดการตื่นตระหนก และลดพฤติกรรมการกักตุน ประชาชนสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ แต่ต้องเตรียมการณ์รับมืออย่างมีสติ และรอบคอบ โดยเฉพาะมีวินัยในการใช้ชีวิตในสถานการณ์ที่ไม่ปกติครั้งนี้
  5. เดินหน้าวาระพลังงานระยะกลาง ด้วยการกระจายความเสี่ยงแหล่งนำเข้าพลังงาน และรูปแบบจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อไม่ให้ประเทศพึ่งพาแหล่งพลังงานจากตะวันออกกลางมากจนเกินไป กระจายการนำเข้าจากหลายแหล่ง หลายสัญญา และหลายเส้นทาง ตลอดจนการควบคุมและปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานของประชาชน เพื่อลดความตึงตัวของระบบ รองรับความผันผวน หรือวิกฤติพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน หรือไฟฟ้า เพราะวิกฤติครั้งนี้เห็นได้ชัดเจนแล้วว่าทวีปเอเชีย ยังเปราะบางมากต่อการพึ่งพาจุด chokepoint เดียวอย่างช่องแคบฮอร์มุซ

ข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์นี้ จึงถือเป็นโอกาสที่ไทย จะได้คลายแรงกดดันด้านวิกฤติพลังงานในระยะสั้น แต่ความท้าทายคือรัฐบาล ต้องใช้เวลาที่ได้มาเสริมเกราะป้องกันเศรษฐกิจในประเทศ เพราะถ้าการเจรจาวันที่ 10 เมษายนนี้ ทำได้แค่ยื้อเวลา คนไทยก็ยังต้องอยู่กับน้ำมันแพงกว่าปกติ และอาจไม่เห็นราคาน้ำมันในระดับเดิมอีกแล้ว ความเสี่ยงด้านต้นทุนจะคงอยู่ต่อไปอีกพักใหญ่ แต่าหากการถ้าเจรจาคืบหน้าเกินคาด ไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศเอเชียที่ได้ประโยชน์ค่อนข้างมากจากต้นทุนพลังงานที่ผ่อนคลายลง และ Sentiment ตลาดที่ฟื้นกลับมา

Related Topics

Reported by

Pattraporn Kiattinant

Pattraporn Kiattinant

News Editor, efinanceThai