ครม.อนุทิน2 ฝ่าวิกฤตราคาพลังงานไหวหรือไม่

รูป ครม.อนุทิน2 ฝ่าวิกฤตราคาพลังงานไหวหรือไม่

efinAI


จะบอกว่าโชคไม่เข้าข้าง ครม.อนุทิน 2 ก็ไม่ผิด เพราะใครๆ ก็คงไม่คาดคิดว่าอยู่ดีๆ สหรัฐอเมริกา กับอิสราเอล จะจับมือเปิดฉากถล่มอิหร่าน เมื่อปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา แถมผ่านมาเดือนกว่า สถานการณ์ในตะวันกลางก็ยังไม่จบ และทำให้โลกต้องเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงานจากความตึงเครียดที่เกิดขึ้น และมีแนวโน้มยืดเยื้อ และยกระดับความรุนแรง จนกลายเจนกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน และต้นทุนเศรษฐกิจทั่วโลก ในขณะที่ประเทศไทยของเราพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก เพราะฉะนั้นปัญหาที่รัฐบาลอนุทิน 2 ต้องเจอจึงไม่ใช่เพียง “ปัจจัยภายนอก” แต่คือ วิกฤตเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ที่ประเทศอาจต้องเผชิญ ตั้งแต่วันแรกที่รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารและแถลงนโยบาย


ดังนั้นโจทย์สำคัญของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล จึงไม่ใช่แค่การจัดตั้งรัฐบาลให้เสร็จ แต่คือ การบริหารวิกฤตราคาพลังงานครั้งนี้ ให้กระทบเศรษฐกิจน้อยที่สุด เพราะทุก 1 ดอลลาร์ที่ราคาน้ำมันปรับขึ้น ไม่ได้สะท้อนแค่ต้นทุนน้ำมัน แต่กำลังส่งผ่านไปยังค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า ราคาสินค้า และท้ายที่สุดคือ เงินเฟ้อทั้งระบบ ซึ่งมีความเสี่ยงดันเงินเฟ้อไทยกลับเข้าสู่ขาขึ้นอีกครั้งในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า


ภายใต้บริบทนี้ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล จึงกำลังเผชิญทางเลือกที่ยากกับการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็น การบริหารราคาพลังงานอย่างไร เพื่อพยุงค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่ราคาดีเซลตอนนี้พุ่งไปเกือบ 50 บาทต่อลิตร อยู่ที่ 47.74 บาทต่อลิตร สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำลายสถิติราคาดีเซลเมื่อปี พ.ศ. 2551 ที่ 44.24 บาทต่อลิตร ซึ่งแน่นอนว่าขณะนี้รัฐบาลได้ปล่อยให้ราคาสะท้อนตลาดที่แท้จริง โดยการใช้กลไกลของกองทุนน้ำมันเข้ามาดูแล โดยจะยังไม่ใช้มาตรการทางการคลัง คือลดภาษีสรรพสามิต เข้ามาช่วย เพื่อรักษาวินัยการคลังเอาไว้ ถึงแม้ว่าจะเจอแรงกดดันทางการเมืองอยู่ ซึ่งเรื่องนี้คงต้องรอดูว่าหลังการแถลงนโยบาย ในวันที่ 9 หรือ 10 เม.ย. นี้ ว่ารัฐบาลจะมีอะไรออกมาเพื่อช่วยให้ราคาน้ำมันลดลงได้หรือไม่


นอกจากนั้นก็จะเป็นมาตรการเฉพาะกลุ่ม ที่เคยได้เขียนไปก่อนหน้าแล้ว ซึ่งคาดว่าหลังรัฐบาลมีอำนาจบริหารได้เต็มก็จะมีแพ็กเกจส่วนนี้ออกมา ซึ่งเบื้องต้นการแก้ป้ญหาวิกฤตเฉพาะเจนมไหล่านี้จะเป็นตัววัดความสามารถเชิงนโยบาย ของรัฐบาล และทีมเศรษฐกิจชุดนี้ เพราะหากสงครามมีท่าทียุติ ผลกระทบอาจอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แต่กรณีที่สงครามยืดเยื้อ ยาวนานออกไป 3 เดือน 6 เดือน ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นั้น จนทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดัน 3 ด้านพร้อมกัน คือ เงินเฟ้อสูง(จากน้ำมัน) แต่กำลังซื้อต่ำ ขณะที่ ต้นทุนธุรกิจพุ่ง จนทำให้เศรษฐกิจสะดุด ฟื้นตัวได้ยาก


ดังนั้นคำถามสำคัญจึงอยู่ที่ ทีมเศรษฐกิจจะสามารถทำงานในลักษณะวอร์รูมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน ซึ่งในที่นี้ก็น่าจะเป็น ศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤตพลังงงาน หรือ ศบก. ซึ่งต้องเข้าไปแก้ปัญหาให้รวดเร็ว ตรงจุด ขณะเดียวกันก็ต้องสื่อสารตรงกันทั้งระบบ โดยเฉพาะการสื่อสารกับสาธารณชน เพราะในภาวะวิกฤต สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงแค่มาตรการ แต่คือ ความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลควบคุมสถานการณ์ได้ และท้ายที่สุดแล้ว ไม่ใช่แค่เสถียรภาพทางการเมืองที่ถูกตัดสินเท่านั้น แต่ ครม.อนุทิน 2 จะถูกตัดสินจากบททดสอบในการ “พาประเทศผ่านวิกฤตพลังงาน” ครั้งนี้ว่าทำได้หรือไม่

Related Topics

Editing by

Chutima Apichaisuksakul

Chutima Apichaisuksakul

Senior Reporter, efinanceThai

ครม.อนุทิน2 ฝ่าวิกฤตราคาพลังงานไหวหรือไม่