ลุ้นดีลหยุดยิงตะวันออกกลาง ชี้ทิศเศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจไทย

efinAI
การเจรจาสันติภาพหรือ “ดีลหยุดยิง” ระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน ที่จะเริ่มขึ้นช่วงเช้าวันเสาร์ (11 เม.ย.) ที่กรุงอิสรามาบัด ตามเวลาท้องถิ่นของปากีสถาน น่าจะเป็นดีลเจรจาหยุดโลกที่ลุ้นกันแบบไม่หายใจ หลังจากสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่านมาแล้วกว่า 40 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา และถือเป็นหนึ่งหมุดหมายสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์โลกในรอบหลายสิบปี เพราะการเจรจาครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ความพยายามลดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่คือการกำหนดทิศทางใหม่ของพลังงานโลก รวมไปถึงเชื่อมั่นของตลาดการเงิน ตลาดทุน ในช่วงเวลาราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมัน สะท้อนความเสี่ยงหรือ Price in จากปัญหาสงครามไปแล้วในระดับสูง
นอกจากการเจรจาหยุดยิงที่ปากีสถานระหว่าง สหรัฐฯ และอิหร่านแล้ว อีกฟากฝั่ง ก็จะมีการเจรจาระหว่างอิสราเอล กับ เลบานอนด้วย ภายหลังอิสราเอลถล่มเลบานอน ไปเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา โดยบอกว่าการเจรจาหยุดยิง 2 สัปดาห์ไม่ได้มีเลบานอนรวมอยู่ด้วย ดังนั้นหากการเจรจา 2 ฟากฝั่งนี้ ลุล่วงไปได้ด้วยดี ก็น่าจะเป็นข่าวดีของโลกอย่างแท้จริง และยังเป็นเหตุการณ์ที่จะกำหนดทิศทางตลาดโลกอีกด้วย
แต่อย่างไรก็ดี โจทย์สำคัญของการเจรจาครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะหยุดยิงได้หรือไม่เท่านั้น แต่คือ จะหยุดได้แค่ไหน และนานแค่ไหน เพราะความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลยังคงเป็นความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว ขณะที่สหรัฐมีบทบาทเป็นทั้งผู้ไกล่เกลี่ยและผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง เพราะฉะนั้นแม้จะมีข้อตกลงใดๆ เกิดขึ้น ก็อาจจะเป็นเพียง การลดระดับความขัดแย้งมากกว่าจะเป็นการเจรจาสันติภาพอย่างถาวร
ขณะที่มุมของเศรษฐกิจโลก น่าจะเป็นสิ่งที่ตลาดจับตามากเช่นกัน เพราะบทสรุปของการเจรจาจะมีผลต่ออุปทานหรือ Supply พลังงาน โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งน้ำมัน ในช่องแคบฮอร์มุซ ที่อิหร่านยังควบคุมไว้ หากการเจรจาสามารถลดความตึงเครียดได้จริง จะลดความเสี่ยงจากปัญหา Oil Shock และเงินเฟ้อได้ ขณะที่ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว จนเข้าสู่ภาวะถดถอยก็จะผ่อนคลายขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากการเจรจาล้มเหลว หรือเป็นเพียงข้อตกลงชั่วคราว ตลาดก็อาจกลับเข้าสู่ภาวะผันผวนสูงทันที พร้อมกับความเสี่ยงที่ราคาพลังงานจะดีดขึ้นอีก
สำหรับประเทศไทย ผลของการเจรจาครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งเงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงาน และเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม ที่หากสถานการณ์คลี่คลาย จะช่วยลดแรงกดดันเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะราคาน้ำมัน และน่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี เพราะหากสงครามยืดเยื้อ การเจรจาล้มเหลว ปีนี้เราน่าจะเห็นจีดีพีโตเพียงแค่ 1% กว่าๆ หรืออาจจะไม่โต เนื่องจากเราต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงต่อเนื่อง กระทบภาคธุรกิจ กำลังซื้อของประชาชน จนซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง
เพราะฉะนั้น การเจรจาครั้งนี้จึงไม่ใช่ จึงอาจไม่ใช่จุดจบสงคราม อย่างเดียว แต่คือ จุดชี้วัดทิศทางและเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย ต่อจากนี้ ว่าโลกจะเข้าสู่ช่วงผ่อนคลายแล้ว หรือกำลังเข้าวังวนของความขัดแย้งอีกรอบ และอาจจะยาวนานกว่าเดิม และในฐานะประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทย เราจึงไม่อาจมองเพียงผลการเจรจาในระยะสั้น แต่จะต้องเตรียมรับมือกับวิกฤตรอบนี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดก็ตาม กับโลกใบนี้ ที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ” และสำหรับนักลงทุน ก็ควรต้องประเมินสถานการณ์ และระมัดระวังความผันผวนที่อาจสูงกว่าปกติ เพราะช่วงหยุดยาวสงกรานต์คราวนี้ อาจจะไม่สนุกเหมือนปีก่อนๆ
“สุขสันต์วันปีใหม่ไทย”
Related Topics
Reported by

Chutima Apichaisuksakul
Senior Reporter, efinanceThai











