GGC ปักธง 3 กลยุทธ์ “GGC Taking the Future”  สร้างสมดุลกำไร สู่ห่วงโซ่เกษตรไทยยั่งยืน

รูป GGC ปักธง 3 กลยุทธ์ “GGC Taking the Future”  สร้างสมดุลกำไร สู่ห่วงโซ่เกษตรไทยยั่งยืน

efinAI


GGC ทรานส์ฟอร์มองค์กรจากรับมือวิกฤติน้ำมันโลก เสริมความมั่นคงพลังงานไทย ต่อต้นน้ำเกษตรไทย หลอมรวมความยั่งยืนสู่กลยุทธ์ธุรกิจ ปักธง 3 กลยุทธ์ “GGC Taking the Future” ผู้นำไบโอเคมีไทย เปลี่ยนผ่านธุรกิจต้นน้ำเมืองไทย กระจายประโยชน์สู่เกษตรกร ชุมชน สานห่วงโซ่ธุรกิจยั่งยืน แบ่งปัน สมดุลกำไรส่งต่อเกษตรกรไทย ตั้งเป้า EBITDA เพิ่มขึ้น 10 % และผลักดันรายได้โต 20 % ใน5 ปี
นายกฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยแนวคิดโมเดลธุรกิจยั่งยืนในปี 2569 ว่า หลังจากผ่านช่วงการปรับโครงสร้างธุรกิจและการทรานส์ฟอร์มองค์กรในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา GGC (Global Green Chemicals) กำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ของการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ท่ามกลางความผันผวนของโลกพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์

ดังนั้น บริษัทจึงใช้กลยุทธ์สร้างความได้เปรียบจากพื้นฐานทางการเกษตรในประเทศไทย เป็นต้นน้ำผลิตเป็นไบโอดีเซล และขยายธุรกิจไปสู่ผลิตภัณฑ์ชีวเคมี (Biochemicals) ซึ่งใช้วัตถุดิบจากภาคเกษตร ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ และสร้างเสถียรภาพทางพลังงาน

ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไบโอดีเซล และเอทานอล ได้เกินความต้องการใช้จริงถึง 70% จนต้องหยุดผลิต ดังนั้น จึงสามารถผสมได้จนถึงสัดส่วน 20% ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าได้ถึง 25,000 ล้านบาทต่อปี หากสัดส่วนผสมอยู่ที่ 10%

เช่นเดียวกันกับประเทศอินโดนีเซีย ที่มีสัดส่วนผสมถึง 30% เพื่อลดปัญหาเมื่อถึงจุดวิกฤติที่ราคาต้นทุนน้ำมันพุ่งขึ้นสูงถึง 50%

“ถึงเวลาที่นำน้ำมันบนดินมาใช้ เพราะกำลังการผลิตปัจจุบันเกินปริมาณการใช้ ขณะเดียวกัน บริษัท GGC หยุดผลิตไบโอดีเซลตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลังจากผลิตจนมีสต็อกคงค้าง สามารถจำหน่ายได้ถึง 6 เดือน และไม่คุ้มค่ากับกำลังการผลิต ราคาขายเอทานอล 18-19 บาทต่อลิตร เป็นราคาที่ต่ำกว่าทุน อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมการใช้พลังงานจากทรัพยากรเกษตรภายในประเทศ จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ซึ่งมีความเสี่ยงสูงในอนาคต”

ทั้งนี้ GGC ได้เข้าไปพัฒนาส่งเสริมการผลิตปาล์มกับเกษตรกรรายย่อยกว่า 2,000 ราย บนเนื้อที่การเพาะปลูก 30,000 ไร่ ให้มีการพัฒนาองค์ความรู้เพิ่มผลผลิต เพื่อลดต้นทุน และมีโอกาสขายคาร์บอนเครดิตในอนาคต

นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมรายได้ผู้ปลูกปาล์มให้สอดคล้องกับหลัก ESG โดยวางเป้าหมายขยายพื้นที่เพิ่มเป็น 5,000 ไร่ ภายใน 3-5 ปี ซึ่งเป็นการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตที่เชื่อมโยงกับพื้นฐานการเกษตรของประเทศ

“GGC เข้าไปช่วยให้เกษตรกรไทยในห่วงโซ่การผลิตน้ำมันไบโอดีเซล เข้ามาร่วมแบ่งปันผลประโยชน์ แม้ราคาขายไบโอดีเซลยังต่ำ ทำให้ราคารับซื้อปาล์มต่ำ

แต่การเข้าไปส่งเสริมการช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และขายคาร์บอนเครดิต ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 1-1.5 บาทต่อกิโลกรัม

ดังนั้น หากรัฐส่งเสริมให้เกิดการเพิ่มสัดส่วนผสม จะทำให้ประเทศมีความมั่นคงทางพลังงาน ลดการนำเข้าน้ำมัน และยังมีรายได้เพิ่มทั้งจากการขายคาร์บอนเครดิต รวมถึงได้รับการยอมรับจากตลาดโลก”

อีกทั้งยังวางกลยุทธ์พัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้ามูลค่าสูง (High Value Products – HVP) เพื่อตอบโจทย์สังคมสูงวัย (Aging Society) และยังขยายสัดส่วนกลุ่มสินค้า ทั้งผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้าน (Home & Personal Care) ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ และดูแลความงาม (Skin Care) และเครื่องสำอาง

โดยเฉพาะการพัฒนาวัตถุดิบจากชีวภาพ เช่น fatty alcohol และสารตั้งต้นสำหรับอุตสาหกรรมดูแลผิวพรรณ (สกินแคร์) ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงกว่าเคมีภัณฑ์ทั่วไป

อีกทั้งยังสร้างโอกาสจากการพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ปาล์มเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่ดำเนินการมายาวนาน ขณะเดียวกัน ยังสร้างโอกาสขยายตลาดไปสู่ยุโรป เมื่อนำกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น มาตรฐานด้านสินค้าไม่ทำลายป่าไม้ ตาม EUDR (EU Deforestation Regulation) มาใช้

ดังนั้น จึงเพิ่มมูลค่าและส่งออกได้ในระดับพรีเมี่ยม เพราะปาล์มของไทยมีสัดส่วนการบุกรุกป่าน้อยกว่าประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก

3 แกนกลยุทธ์ จากปรับโครงสร้างสู่ความยั่งยืน 

สำหรับกลยุทธ์ในปี 2569 มีการปรับแผนขยายธุรกิจจากการปรับโครงสร้างไปสู่การขยายธุรกิจใหม่ และต่อยอดไปสู่การสร้างความยั่งยืนเพื่อโอกาสในอนาคต (Take for Future) ผ่าน 3 แกนหลัก 

1. Take Cost Competitiveness เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันผ่านการลดต้นทุนและปรับปรุงกระบวนการและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต  โดยตั้งเป้าลดต้นทุน 150 ล้านบาท จากการปรับปรุงโรงงาน การเพิ่มการใช้วัตถุดิบ (Feedstock Optimization)  ผ่านการบริหารการใช้สินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยให้การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจากภายใน ( Internal Transformation, Process Optimization และ Technology Shift) 

2. Take Growth & Value Market Expansion GGC มุ่งขยายตลาด High Value Products (HVP) และไบโอเคมีภัณฑ์ และกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ (Food & Feed) ซึ่งจะเปิดตัว Bio NutriSorb อิมัลชั่น ชีวภาพ สำเร็จรูปสำหรับผสมอาหารสัตว์ และขยายไลน์ Nutralist ด้วย Vitamin C Plus รองรับแนวโน้มการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน  และFatty alcohol ขยายตลาดใหม่ เช่น อินเดีย ซึ่งมีประชากรจำนวน เมื่อเปิดตลาดได้จะขยายการลงทุนการผลิตในระยะต่อไป โดยเป้าหมายสัดส่วน HVP 10–20% 

รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม (Pharmaceutical) โดยบริษัทฯ จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ภายใต้ Nutralist ได้แก่ Phyto Activ Plus ช่วยดูแลเรื่องคอเลสเตอรอล สุขภาพหัวใจ และหลอดเลือด     เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ  ตลอดจน ลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง (Cosmetic & Personal Care) เปิดตัว C12-14 Alkyl / Benzoate (ABZ) วัตถุดิบสำหรับ Skincare และ Cosmetics เพื่อเจาะตลาดความงามที่เติบโต   โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อใช้งานในอุตสาหกรรม (Industrial Application) ผลักดัน Biosovell สำหรับภาคเกษตร (Biochemical for Agriculture) และอุตสาหกรรมสี (Paint) เน้นสารเคมีชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องมาตรฐานความยั่งยืน/คาร์บอนต่ำ

3. Take Sustainability Forward ความยั่งยืนคืออนาคตที่เป็นหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ 

GGC ไม่มองความยั่งยืนเป็นเพียงกิจกรรม CSR แต่เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ ในทุกด้านที่มีการดำเนินงานจะต้องสอดคล้องกับผลลัพธ์ของการพัฒนาธุรกิจไปสู่อนาคต  บริษัทจึงนำแนวคิด Integrating Sustainability into Business  โดยการเริ่มต้น ส่งเสริมเกษตรกรปลูกปาล์มอย่างยั่งยืน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต
ปัจจุบันบริษัทตั้งเป้า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เกือบ 20% ภายในปี 2030 พัฒนาโครงการปลูกปาล์มคาร์บอนต่ำกว่า 5,000 ไร่ ผ่านโครงการ Carbon Credit Program จากสวนปาล์มต้น และเตรียมความพร้อมด้าน EUDR เพื่อสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ ( Traceability) ครบตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งในอนาคต Carbon Credit อาจกลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัท ที่ช่วยลดต้นทุน สร้างมูลค่าให้กับเกษตรกร 

กลยุทธ์การขับเคลื่อนความยั่งยืน ให้เป็นทั้งโอกาสทางธุรกิจ และข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขัน โดยขับเคลื่อนผ่านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ของโรงงานผ่านโครงการ Biogas และการเพิ่มประสิทธิภาพ พลังงาน (Energy Efficiency) เพื่อมุ่งสู่การลดก๊าซเรือนกระจก ( GHG Emission อย่าง) เพื่อลดต้นทุน เติบโตยั่งยืนแบบวัดผลได้

“GGC  จะบรรลุเป้าหมาย”GGC Taking The Future” ของธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่องค์กร และการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตที่มั่นคง และยั่งยืนให้สังคม และประเทศไทย พัฒนาและยกระดับองค์กร สู่ความยั่งยืนต่อไปในอนาคต สอดคล้องกับ วิสัยทัศน์ TO BE A LEADING GREEN CHEMICAL COMPANY BY CREATING SUSTAINABLE VALUE หรือ เป็นผู้นำผลิตภัณฑ์เคมี เพื่อสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนพลังแห่งการสร้างสรรค์ เพื่อคุณค่าที่ยั่งยืน” นายกฤษฎา กล่าวทิ้งท้าย

GGC ปักธง 3 กลยุทธ์ “GGC Taking the Future”  สร้างสมดุลกำไร สู่ห่วงโซ่เกษตรไทยยั่งยืน