29 Apr 2026 20:19S&P ชี้ราคานิกเกิลยังสูง หลังอินโดฯ ลดผลิต-สงครามอิหร่านกระทบซัพพลายS&P ชี้ราคานิกเกิลยังสูง หลังอินโดฯ ลดผลิต-สงครามอิหร่านกระทบซัพพลายTranslatestar_borderModal Upgrade PackageefinAI สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -29 เม.ย. 69 13:19 น. ราคานิกเกิลมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงตลอดปี 2026 ตามมุมมองของ S&P Global Energy หลังอินโดนีเซียลดโควต้าการผลิตลงเหลือราว 260-270 ล้านตัน จาก 379 ล้านตัน ในปี 2025 และความขัดข้องด้านการจัดหากำมะถันจากสงครามอิหร่านยังหนุนแรงกดดันต่อซัพพลาย โรงงาน HPAL (High Pressure Acid Leach) ในอินโดนีเซียจึงเผชิญต้นทุนและความเสี่ยงด้านวัตถุดิบมากขึ้น ขณะที่ราคาฟิวเจอร์สนิกเกิลใน LME (London Metal Exchange) ขยับใกล้จุดสูงสุดในรอบสองปีปัจจัยหนุนราคานิกเกิลในปี 2026รายงานของ S&P ระบุว่า Futures นิกเกิลแตะ 19,385 ดอลลาร์ต่อเมตริกตัน ใกล้ระดับสูงสุดในรอบสองปี สะท้อนภาวะอุปทานตึงตัวในตลาดโลหะอุตสาหกรรม โดยบริษัทคาดว่าราคาเฉลี่ยของ Futures นิกเกิลในระยะสามเดือนจะเพิ่มขึ้น 14.6% เป็น 17,608 ดอลลาร์ต่อตัน ในปีนี้เมื่อเทียบกับปี 2025แรงหนุนสำคัญมาจากการลดโควต้าการผลิตของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าปริมาณวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปลายน้ำอาจตึงตัวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสแตนเลสและแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงอินโดนีเซียลดผลิตและสงครามอิหร่านกระทบโรงงาน HPALJomar Camposano นักวิเคราะห์ตลาดแร่ธาตุที่สำคัญจาก S&P Global Energy ระบุว่า "อินโดนีเซียต้องนำเข้ากำมะถันถึง 96% สำหรับโรงงาน HPAL โดย 77% ของการนำเข้ามาจากตะวันออกกลาง" ข้อความดังกล่าวสะท้อนว่าความขัดข้องด้านโลจิสติกส์และพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางสามารถส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตนิกเกิลได้โดยตรงก่อนหน้านี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบซัพพลายกำมะถัน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของโรงงาน HPAL ทำให้ราคานิกเกิลใน LME ปรับขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ S&P ยังประเมินว่าแม้อุปทานนิกเกิลจะมากกว่าอุปสงค์ไปจนถึงปี 2031 แต่ในระยะสั้นตลาดยังต้องรับมือกับความตึงตัวของซัพพลายและความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและนักลงทุนการลดการผลิตของอินโดนีเซียอาจหนุนราคานิกเกิลต่อเนื่อง และเพิ่มแรงกดดันต่อซัพพลายเชนของสแตนเลส แบตเตอรี่ และผู้ผลิตที่เกี่ยวข้อง นักลงทุนจึงอาจเห็นความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และการปรับมุมมองต่อกลุ่มโลหะอุตสาหกรรมในช่วงที่ความเสี่ยงด้านวัตถุดิบยังไม่คลี่คลายตลาดนิกเกิล: จับตาการเคลื่อนไหวของ Futures ใน LME อย่างใกล้ชิดโรงงาน HPAL: ต้นทุนกำมะถันและการนำเข้าจากตะวันออกกลางยังเป็นตัวแปรสำคัญอุตสาหกรรมปลายน้ำ: สแตนเลสและแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงอาจได้รับผลจากต้นทุนที่สูงขึ้นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไปประเด็นสำคัญในระยะถัดไปคือทิศทางการปรับโควต้าการผลิตของอินโดนีเซียว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมหรือไม่ ความต่อเนื่องของความขัดข้องด้านการจัดหากำมะถันจากตะวันออกกลาง และการส่งผ่านต้นทุนไปยังโรงงาน HPAL รวมถึงการเคลื่อนไหวของราคาฟิวเจอร์สนิกเกิลใน LMETimeline เหตุการณ์ถัดไปยังต้องรอการประกาศอัปเดตจาก S&P หรือกระทรวงพลังงานอินโดนีเซียในรอบถัดไปที่มา Nikkei Asia efinAIRelated TopicsCommodityเคมีภัณฑ์/ปิโตรเคมีS&P Global EnergyLMEภาวะตลาดGlobal MacroFund FlowReported byefin Reporter
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -29 เม.ย. 69 13:19 น. ราคานิกเกิลมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงตลอดปี 2026 ตามมุมมองของ S&P Global Energy หลังอินโดนีเซียลดโควต้าการผลิตลงเหลือราว 260-270 ล้านตัน จาก 379 ล้านตัน ในปี 2025 และความขัดข้องด้านการจัดหากำมะถันจากสงครามอิหร่านยังหนุนแรงกดดันต่อซัพพลาย โรงงาน HPAL (High Pressure Acid Leach) ในอินโดนีเซียจึงเผชิญต้นทุนและความเสี่ยงด้านวัตถุดิบมากขึ้น ขณะที่ราคาฟิวเจอร์สนิกเกิลใน LME (London Metal Exchange) ขยับใกล้จุดสูงสุดในรอบสองปีปัจจัยหนุนราคานิกเกิลในปี 2026รายงานของ S&P ระบุว่า Futures นิกเกิลแตะ 19,385 ดอลลาร์ต่อเมตริกตัน ใกล้ระดับสูงสุดในรอบสองปี สะท้อนภาวะอุปทานตึงตัวในตลาดโลหะอุตสาหกรรม โดยบริษัทคาดว่าราคาเฉลี่ยของ Futures นิกเกิลในระยะสามเดือนจะเพิ่มขึ้น 14.6% เป็น 17,608 ดอลลาร์ต่อตัน ในปีนี้เมื่อเทียบกับปี 2025แรงหนุนสำคัญมาจากการลดโควต้าการผลิตของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าปริมาณวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปลายน้ำอาจตึงตัวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสแตนเลสและแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงอินโดนีเซียลดผลิตและสงครามอิหร่านกระทบโรงงาน HPALJomar Camposano นักวิเคราะห์ตลาดแร่ธาตุที่สำคัญจาก S&P Global Energy ระบุว่า "อินโดนีเซียต้องนำเข้ากำมะถันถึง 96% สำหรับโรงงาน HPAL โดย 77% ของการนำเข้ามาจากตะวันออกกลาง" ข้อความดังกล่าวสะท้อนว่าความขัดข้องด้านโลจิสติกส์และพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางสามารถส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตนิกเกิลได้โดยตรงก่อนหน้านี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบซัพพลายกำมะถัน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของโรงงาน HPAL ทำให้ราคานิกเกิลใน LME ปรับขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ S&P ยังประเมินว่าแม้อุปทานนิกเกิลจะมากกว่าอุปสงค์ไปจนถึงปี 2031 แต่ในระยะสั้นตลาดยังต้องรับมือกับความตึงตัวของซัพพลายและความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและนักลงทุนการลดการผลิตของอินโดนีเซียอาจหนุนราคานิกเกิลต่อเนื่อง และเพิ่มแรงกดดันต่อซัพพลายเชนของสแตนเลส แบตเตอรี่ และผู้ผลิตที่เกี่ยวข้อง นักลงทุนจึงอาจเห็นความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และการปรับมุมมองต่อกลุ่มโลหะอุตสาหกรรมในช่วงที่ความเสี่ยงด้านวัตถุดิบยังไม่คลี่คลายตลาดนิกเกิล: จับตาการเคลื่อนไหวของ Futures ใน LME อย่างใกล้ชิดโรงงาน HPAL: ต้นทุนกำมะถันและการนำเข้าจากตะวันออกกลางยังเป็นตัวแปรสำคัญอุตสาหกรรมปลายน้ำ: สแตนเลสและแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงอาจได้รับผลจากต้นทุนที่สูงขึ้นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไปประเด็นสำคัญในระยะถัดไปคือทิศทางการปรับโควต้าการผลิตของอินโดนีเซียว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมหรือไม่ ความต่อเนื่องของความขัดข้องด้านการจัดหากำมะถันจากตะวันออกกลาง และการส่งผ่านต้นทุนไปยังโรงงาน HPAL รวมถึงการเคลื่อนไหวของราคาฟิวเจอร์สนิกเกิลใน LMETimeline เหตุการณ์ถัดไปยังต้องรอการประกาศอัปเดตจาก S&P หรือกระทรวงพลังงานอินโดนีเซียในรอบถัดไปที่มา Nikkei Asia
ราคานิกเกิลมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงตลอดปี 2026 ตามมุมมองของ S&P Global Energy หลังอินโดนีเซียลดโควต้าการผลิตลงเหลือราว 260-270 ล้านตัน จาก 379 ล้านตัน ในปี 2025 และความขัดข้องด้านการจัดหากำมะถันจากสงครามอิหร่านยังหนุนแรงกดดันต่อซัพพลาย โรงงาน HPAL (High Pressure Acid Leach) ในอินโดนีเซียจึงเผชิญต้นทุนและความเสี่ยงด้านวัตถุดิบมากขึ้น ขณะที่ราคาฟิวเจอร์สนิกเกิลใน LME (London Metal Exchange) ขยับใกล้จุดสูงสุดในรอบสองปีปัจจัยหนุนราคานิกเกิลในปี 2026รายงานของ S&P ระบุว่า Futures นิกเกิลแตะ 19,385 ดอลลาร์ต่อเมตริกตัน ใกล้ระดับสูงสุดในรอบสองปี สะท้อนภาวะอุปทานตึงตัวในตลาดโลหะอุตสาหกรรม โดยบริษัทคาดว่าราคาเฉลี่ยของ Futures นิกเกิลในระยะสามเดือนจะเพิ่มขึ้น 14.6% เป็น 17,608 ดอลลาร์ต่อตัน ในปีนี้เมื่อเทียบกับปี 2025แรงหนุนสำคัญมาจากการลดโควต้าการผลิตของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าปริมาณวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปลายน้ำอาจตึงตัวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสแตนเลสและแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงอินโดนีเซียลดผลิตและสงครามอิหร่านกระทบโรงงาน HPALJomar Camposano นักวิเคราะห์ตลาดแร่ธาตุที่สำคัญจาก S&P Global Energy ระบุว่า "อินโดนีเซียต้องนำเข้ากำมะถันถึง 96% สำหรับโรงงาน HPAL โดย 77% ของการนำเข้ามาจากตะวันออกกลาง" ข้อความดังกล่าวสะท้อนว่าความขัดข้องด้านโลจิสติกส์และพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางสามารถส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตนิกเกิลได้โดยตรงก่อนหน้านี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบซัพพลายกำมะถัน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของโรงงาน HPAL ทำให้ราคานิกเกิลใน LME ปรับขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ S&P ยังประเมินว่าแม้อุปทานนิกเกิลจะมากกว่าอุปสงค์ไปจนถึงปี 2031 แต่ในระยะสั้นตลาดยังต้องรับมือกับความตึงตัวของซัพพลายและความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและนักลงทุนการลดการผลิตของอินโดนีเซียอาจหนุนราคานิกเกิลต่อเนื่อง และเพิ่มแรงกดดันต่อซัพพลายเชนของสแตนเลส แบตเตอรี่ และผู้ผลิตที่เกี่ยวข้อง นักลงทุนจึงอาจเห็นความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และการปรับมุมมองต่อกลุ่มโลหะอุตสาหกรรมในช่วงที่ความเสี่ยงด้านวัตถุดิบยังไม่คลี่คลายตลาดนิกเกิล: จับตาการเคลื่อนไหวของ Futures ใน LME อย่างใกล้ชิดโรงงาน HPAL: ต้นทุนกำมะถันและการนำเข้าจากตะวันออกกลางยังเป็นตัวแปรสำคัญอุตสาหกรรมปลายน้ำ: สแตนเลสและแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงอาจได้รับผลจากต้นทุนที่สูงขึ้นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไปประเด็นสำคัญในระยะถัดไปคือทิศทางการปรับโควต้าการผลิตของอินโดนีเซียว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมหรือไม่ ความต่อเนื่องของความขัดข้องด้านการจัดหากำมะถันจากตะวันออกกลาง และการส่งผ่านต้นทุนไปยังโรงงาน HPAL รวมถึงการเคลื่อนไหวของราคาฟิวเจอร์สนิกเกิลใน LMETimeline เหตุการณ์ถัดไปยังต้องรอการประกาศอัปเดตจาก S&P หรือกระทรวงพลังงานอินโดนีเซียในรอบถัดไปที่มา Nikkei Asia