| สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 22 เม.ย. 69 | ชื่อโบรกเกอร์ | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | | บล.พาย | ซื้อ | 38.50 | | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 36.00 | | บล.ทรีนีตี้ | ซื้อ | 34.00 | | บล.ดาโอ (ประเทศไทย) | ซื้อ | 38.00 | | บล.กรุงศรี | ซื้อ | 38.00 | | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 37.00 | | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 36.00 | | บล.เอเซียพลัส | ซื้อ | 37.50 | | บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส | ถือ | 33.00 | | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล | ถือ | 35.00 | | บล.เคจีไอ | ถือ | 34.50 | | บล.ยูโอบี เคย์เฮียน | ถือ | 36.00 | สรุปปัจจัยบวก + + กำไรสุทธิ 1Q26 ออกมาแข็งแกร่ง (1.24 หมื่นล้านบาท) ดีกว่าที่ตลาดและนักวิเคราะห์คาดการณ์ (บล.พาย, บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.ดาโอ, บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.เคจีไอ, บล.ยูโอบี เคย์เฮียน) + รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) เติบโตโดดเด่น โดยเฉพาะกำไรจากเครื่องมือทางการเงิน (FVTPL), การปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน (เช่น หุ้น THAI) และรายได้เงินปันผลรับ (บล.พาย, บล.ทรีนีตี้, บล.ดาโอ, บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ, บล.ยูโอบี เคย์เฮียน) + รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตดี แรงสนับสนุนหลักมาจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน (บล.พาย, บล.ดาโอ, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส) + สินเชื่อรวมยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อภาครัฐและสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งมีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำ (บล.พาย, บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.ดาโอ, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ) + คุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่งและคุมได้ดี NPL ratio ทรงตัวในระดับต่ำ (ประมาณ 2.9%) และมี Coverage Ratio สูง (มากกว่า 200%) ช่วยรองรับความเสี่ยงได้ดี (บล.พาย, บล.ทรีนีตี้, บล.ดาโอ, บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ) + อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ในระดับสูงและจูงใจ คาดการณ์เฉลี่ยที่ 6-7.5% และมีโอกาสจ่ายปันผลพิเศษเพิ่ม (บล.พาย, บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.กรุงศรี, บล.ฟิลลิป, บล.เอเซียพลัส) + การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย (OPEX) ทำได้ดี ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ปรับตัวลดลง (บล.พาย, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส) สรุปปัจจัยลบ - - ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) มีแนวโน้มลดลง ผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการขยายตัวของสินเชื่อกลุ่มผลตอบแทนต่ำ (ภาครัฐ) (บล.พาย, บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.ดาโอ, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ) - แนวโน้มกำไร 2Q26 อาจอ่อนตัวลง เนื่องจากขาดปัจจัยหนุนพิเศษจากกำไรเงินลงทุนและเงินปันผลรับเหมือนในไตรมาสแรก (บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ) - เศรษฐกิจไทยชะลอตัวและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจกดดันการเติบโตของกำไรในปี 2026 และทำให้ต้องตั้งสำรอง Management Overlay เพิ่มขึ้น (บล.พาย, บล.ดาโอ, บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส) - ความผันผวนของกำไรจากการลงทุน (FVTPL) หากราคาหลักทรัพย์ที่ถือครองปรับตัวลดลงในอนาคต (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ) - ราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside จำกัด เมื่อเทียบกับราคาเป้าหมายใหม่ในบางโบรกเกอร์ ทำให้ถูกลดคำแนะนำเป็น "ถือ" (บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.เคจีไอ)
|