เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกระแทกพลังงาน หลังน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งกว่า 50%

รูป เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกระแทกพลังงาน หลังน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งกว่า 50%

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -5 พ.ค. 69 10:36 น.


วิกฤตพลังงานรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 กำลังกดดันเศรษฐกิจโลก เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจนทำให้น้ำมันราว 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถูกดึงออกจากระบบพลังงานโลก และราคาน้ำมันเบรนท์ปรับขึ้นมากกว่า 50% นับตั้งแต่เหตุการณ์ดังกล่าว ความเสี่ยงที่โลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยจึงเพิ่มขึ้นตราบใดที่เส้นทางน้ำนี้ยังคงปิดอยู่


แรงกดดันต่อระบบพลังงานและเศรษฐกิจโลก

จากโตเกียวไปจนถึงหลายส่วนของโลก ประเด็นหลักในขณะนี้คือผลกระทบของการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อเศรษฐกิจโลก และตลาดพลังงานโลกโดยตรง การหายไปของน้ำมันราว 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ซัพพลายตึงตัวอย่างมาก และสะท้อนความเปราะบางของระบบพลังงานในภาวะที่อุปทานถูกกระทบพร้อมกันหลายด้าน


เมื่อราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้นมากกว่า 50% แรงส่งผ่านไปยังต้นทุนขนส่ง การผลิต และค่าครองชีพย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้เศรษฐกิจในหลายประเทศมีโอกาสชะลอตัวเร็วขึ้น หากสถานการณ์ดังกล่าวยืดเยื้อ


ผลกระทบเริ่มชัดในหลายประเทศ

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาพลังงาน แต่เริ่มสะท้อนในชีวิตประจำวันและนโยบายของหลายประเทศแล้ว โดยมีรายงานว่าเกิดไฟฟ้าขัดข้องใน ปากีสถาน ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กำหนดสัปดาห์ทำงานสี่วัน ส่วน สโลวีเนีย และ บังกลาเทศ ใช้มาตรการควบคุมการใช้น้ำมันเพื่อรับมือกับภาวะตึงตัวด้านพลังงาน


สถานการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าแรงกระแทกด้านพลังงานไม่ได้กระทบเฉพาะฝั่งอุปทาน แต่ยังส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับประเทศและภูมิภาคอย่างเป็นวงกว้าง ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่กดดัน เศรษฐกิจโลก ให้เผชิญความเสี่ยงด้านการเติบโตมากขึ้น


สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้

  • สถานะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และระยะเวลาที่จะยืดเยื้อ
  • การตอบสนองด้านนโยบายพลังงานของประเทศต่าง ๆ
  • ทิศทางราคาน้ำมันเบรนท์หลังปรับขึ้นมากกว่า 50%

ประเด็นสำคัญที่ตลาดต้องจับตาคือการเปิดช่องแคบหรือมาตรการใด ๆ ที่อาจช่วยคลี่คลายปัญหาอุปทาน หากการปิดเส้นทางขนส่งยังยืดเยื้อ ความเสี่ยงที่โลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยจะยิ่งเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลต่อการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจทั่วโลกในระยะถัดไป


มุมมองตลาดและความน่าสนใจเชิงข้อมูล

เหตุการณ์นี้มีความสำคัญต่อทั้งตลาดพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ และเศรษฐกิจมหภาค เพราะเป็นสัญญาณชัดเจนว่าอุปทานพลังงานสามารถเป็นตัวเร่งความผันผวนให้ตลาดการเงินได้อย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันเบรนท์จึงเป็นตัวชี้นำที่สำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้ติดตามข่าวเศรษฐกิจ


สำหรับผู้อ่านที่ต้องการติดตามภาพรวมเพิ่มเติม สามารถใช้ประเด็นนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลก พลังงาน และเงินเฟ้อในช่วงต่อไปได้อย่างใกล้ชิด


ที่มา The Wall Street Journal



Related Topics

Reported by

efin Reporter

efin Reporter