สรุป Earnings Call : TOP คาด Q2/69 เสี่ยงขาดทุนสต๊อกน้ำมัน - แย้มเดินหน้าโครงการ CFP ต่อเนื่อง

รูป สรุป Earnings Call : TOP คาด Q2/69 เสี่ยงขาดทุนสต๊อกน้ำมัน  - แย้มเดินหน้าโครงการ CFP ต่อเนื่อง

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -14 พ.ค. 69 11:01 น.

TOP คาด Q2/69 เสี่ยงขาดทุนสต๊อกน้ำมัน รับสงครามเริ่มคลี่คลาย - ฉุดค่าการกลั่นร่วงแรง สวนทางต้นทุน Crude Premium ที่เพิ่มขึ้น เร่งปรับสัดส่วนการจัดหาน้ำมันดิบใหม่ หวังลดพึ่งพาตะวันออกกลางลง พร้อมเดินหน้าโครงการ CFP ต่อเนื่อง


นางวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) TOP เปิดเผยในงาน "Earnings Call" โดยมีประเด็นที่สำคัญดังนี้

คาดบริษัทมีโอกาสเกิดผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันตั้งแต่ไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป หลังตั้งแต่เดือน พ.ค.-ธ.ค.69 ซึ่งอ้างอิงข้อมูลของตลาดและผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจน้ำมันคาดเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะเริ่มคลี่คลายลงในช่วงไตรมาส 2/69 และบริษัทประเมินว่าค่าการกลั่นจะเริ่มปรับตัวลดลงตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป


ประเมินผลกระทบจากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นของภาครัฐที่ระดับ 2- 5 บาทในช่วง 41 วัน (ตั้งแต่ 9 เม.ย.-19 พ.ค.69) จะส่งผลให้สภาพคล่องบริษัทปรับตัวลดลงประมาณ 2,800 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

"ปกติ TOP จะมีการจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าประมาณ 1-2 เดือน สำหรับใช้ในกระบวนการกลั่นในเดือนถัดไป ซึ่งจะทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบในไตรมาส 2 ของปีนี้เป็นราคาจัดซื้อน้ำมันตั้งแต่เดือน ม.ค.-เม.ย.69 โดยเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลให้ต้นทุน Crude Premium,ค่าขนส่ง และประกัน สำหรับต้นทุนการบริหารจัดการในไตรมาส 2/69 ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 19.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล" นางวนิดา กล่าว

ด้านราคาน้ำมันดิบช่วงสั้นราคายังแพงอยู่ เพราะสงครามในตะวันออกกลางยังไม่จบ แต่หากสงครามจบลงคาดราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลง จึงมีความเสี่ยงที่บริษัทจะเกิดผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันได้ เพราะด้าน Crude Premium ที่แพงๆในงวดเดือน มี.ค.-เม.ย.ที่ผ่านมาจะสะท้อนเข้ามาที่ต้นทุนสูงขึ้นในช่วงไตรมาส 2-3 ของปีนี้

คาดในช่วงไตรมาส 3/69 บริษัทอาจมีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันสูงถึง 12.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/69 ที่ราว 0.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 4/69 ที่คาดว่าจะมีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันราว 6.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตามแนวโน้มดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมุติฐานการคาดการณ์ ณ ปัจจุบัน

ช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.69 มีการปรับสัดส่วนการจัดหาน้ำมันดิบใหม่ โดยลดการพึ่งพาจากแหล่งในตะวันออกกลางลดลงเป็น 35% จากเดิมที่ระดับ 91% และเพิ่มสัดส่วนการจัดหาจากแอฟริกาตะวันตกและทวีปอเมริกาเหนือ-ใต้ขึ้นมาถึงระดับ 57% นอกจากนี้บริษัทยังสามารถกลับมาใช้ทุ่นผูกเรือกลางทะเลได้แล้วตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป

นอกจากนี้โครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project หรือ CFP) ยังคงเเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายใต้กรอบที่ขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นไว้ พร้อมคาดว่าจะประหยัดต้นทุนของโครงการ CFP ได้เช่นกัน


Related Topics

Reported by

Pariwat Hinploy

Pariwat Hinploy

Senior Reporter, efinanceThai