| นักวิเคราะห์ เดินหน้าจ่อปรับกำไร และ ราคาเป้าหมายปีนี้ใหม่ หลังงบไตรมาส 1/69 ทำสถิติสูงสุดใหม่ รับกระแส AI และ การเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตใหม่ พร้อมติดตามความชัดเจนเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสามารถในการรักษา GPM ให้อยู่เหนือระดับ 30% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า DELTA รายงานกำไรสุทธิที่แข็งแกร่งกว่าคาดที่ 9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 65% yoy และ 25% qoq โดยผลประกอบการสูงกว่าประมาณการ 11% จากรายการพิเศษที่เป็นบวกและผลการดำเนินงานหลักที่ดีขึ้น โดยเห็นโอกาสปรับประมาณการกำไรปี 2569 ขึ้น แต่ระดับการปรับจะไม่สูงมาก ซึ่งกำไรหลักในไตรมาส 1/69 คิดเป็น 27% ของประมาณการกำไรทั้งปี แม้จะเห็น upside risk ต่อประมาณการกำไรในปี 2569 โดยส่วนใหญ่มาจากการปรับเพิ่มงบลงทุนของกลุ่ม Hyper-scalers อย่าง NVIDIA แต่ขนาดของการปรับประมาณการกำไรดูเหมือนจะไม่มีนัยสำคัญมากนัก ซึ่งคาดว่าการปรับปรุงจะอยู่ในช่วง 5-10% เนื่องจากฝั่งต้นทุน โดยเฉพาะค่าใช้จ่าย SG&A พุ่งสูงขึ้นในอัตราที่มากกว่า เพราะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่บริษัทจำหน่ายนั้นส่วนใหญ่มาจากบริษัทแม่ในไต้หวัน ส่งผลให้บริษัทต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์กลับไปในอัตรา 9-10% ของรายได้ที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยจะทำการปรับประมาณการอีกครั้งภายหลังการประชุมนักวิเคราะห์ในเช้านี้ อย่างไรก็ตาม ยังคงคำแนะนำ Reduce เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันดูแพงเกินไปจาก 2 เหตุผล คือ 1.ระดับของผลดำเนินงานที่ออกมาดีกว่าที่คาดไว้ในไตรมาส 1/69 นั้นไม่มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการพุ่งขึ้นของราคาหุ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา และ 2. การวิเคราะห์ sensitivity ชี้ให้เห็นว่า DELTA ต้องทำรายได้จากสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ให้เติบโตถึง 70% ในปีนี้และปีหน้า พร้อมด้วยการเติบโตของกำไรที่ 50% ในปี 2569-2570 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างมาก บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า Earnings Beat จาก Margin Expansion สู่ระดับสูงสุดใหม่ บริษัทรายงานกำไรไตรมาส 1/69 ที่ 9.0 พันล้านบาท(+66% yoy, +25% qoq) มากกว่าที่ตลาดคาด 16% และ มากกว่าที่คาด 18% สาเหตุหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้น(GPM) ที่ทำระดับสูงสุดใหม่ที่ 31.7% เทียบกับ 25.6% ในไตรมาส 1/68 และ 28.6% ในไตรมาส 4/68 โดยได้รับแรงหนุนจาก Product mix ที่มีมาร์จิ้นสูง โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งมีอุปสงค์เร่งตัวตามการลงทุนด้าน Data Center ขณะเดียวกันสัดส่วนค่าใช้จ่ายลิขสิทธิ์ที่จ่ายให้ DELTA Taiwan เพิ่มขึ้นเป็น 6.2% ของรายได้จาก 4.2% ในไตรมาส 1/68 และ 5.0% ในไตรมาส 1/68 สอดคล้องกับการเติบโตของยอดขายผลิตภัณฑ์ภายใต้ DELTA Taiwan สำหรับรายได้สอดคล้องกับที่คาด 1.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐคิดเป็นสกุลเงินบาทที่ 61.4พันล้านบาท(+44% yoy, +6% qoq) ได้รับแรงหนุนหลักจากคำสั่งซื้อที่แข็งแกร่งในกลุ่ม Data Center และ โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ยังอยู่ในช่วงเร่งลงทุนความต้องการที่เพิ่มขึ้นส่งผลบวกโดยตรงต่อธุรกิจ Power electronic กลุ่มผลิตภัณฑ์บริหารจัดการพลังงาน , ระบบระบายความร้อนที่ใช้ใน Data Center ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูงในทางกลับกัน กลุ่มธุรกิจ Mobility ยังเผชิญแรงกดดันจากอุปสงค์ที่อ่อนตัวส่งผลให้รายได้ในส่วนนี้ปรับลดลงแต่รายได้จาก AI ที่เพิ่มขึ้นสามารถชดเชยรายได้ธุรกิจ Mobility ที่ลดลง นอกจากนี้ บริษัทประกาศเข้าซื้อที่ดินขนาด 143,998 ตารางเมตรในประเทศสโลวาเกียเพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตในระยะยาวสำหรับภูมิภาค ยุโรป ตะวันออกกลาง และ แอฟริกา (EMEA) เพิ่มกำลังการผลิตในแถบทวีปยุโรป โดยคาดว่าการทำรายการจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4/69 ในปัจจุบันมีโรงงานในประเทศสโลวาเกีย 3 โรง ขณะเดียวกันบริษัทได้อนุมัติการลงทุนในเครื่องจักรใหม่เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและเดินหน้าสู่แนวทาง Smart Factory ผ่านระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีขั้นสูง คาดว่ากระบวนการจัดซื้อและติดตั้งเครื่องจักรจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/69 ทั้งนี้ กำไรสุทธิในไตรมาส 1/69 คิดเป็นราว 26% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2569 จากกำไรที่แข็งแกร่งกว่าคาด โดยแรงหนุนหลักมาจาก GPM ที่ขยายตัวสูงกว่าสมมติฐานอย่างมีนัยสำคัญ ในกรณีที่บริษัทสามารถรักษา GPM ใกล้ระดับ 31% ได้อย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิทั้งปีมี Upside ราว 21% จากสมมติฐานปัจจุบันของฝ่ายวิจัย โดยที่ยังคงประมาณการรายได้ที่ 8.5พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ สมมติฐาน Royalty ต่อรายได้ที่ 6% ซึ่งยังคงคำแนะนำถือ ที่ราคาเป้าหมาย 274 บาท โดยอ้างอิงด้วยวิธี EV/REV ที่ 12 เท่า(+2SD) สะท้อนการให้พรีเมียมต่อการเติบโตจากธีม AI ในระดับที่ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม ยังรอความชัดเจนเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสามารถในการรักษา GPM ให้อยู่เหนือระดับ 30% ในช่วงที่เหลือของปีรวมถึงทิศทางแผนดำเนินงานครึ่งปีหลัง ซึ่งบริษัทมีกำหนดจัด Earnings call ในวันที่ 28 เม.ย. นี้ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569 ขึ้น 14% และ ปี 2570 ขึ้นอีก 12% เพื่อสะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่น่าประทับใจในไตรมาส 1/69และ แนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งจากกระแส AI และ การเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตใหม่ของบริษัท ทั้งนี้ จากบทวิเคราะห์ของ KGI Taiwan เรื่อง Radar monthly report : “Strong server demand; memory & CPU are constraint” ฉบับวันที่ 16 เมษายน 2569 ถึงแม้ว่าอุปทานที่ตึงตัวขึ้นของ CPU และ memory ในช่วงนี้อาจจะฉุดรั้งการจัดส่งโดยรวมในครึ่งหลังของปี 2569 แต่ยอดจัดส่ง server ทั้งหมดน่าจะยังโตได้ 24% YoY (ดีกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะโต 16% YoY) ซึ่งสะท้อนถึงอัตราการเติบโตของงบลงทุนของ CSP สหรัฐที่ 65% YoY ในปี 2569 โดยได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 เป็น 245.00 บาท อิงจาก PER ที่ 83.0x (ค่าเฉลี่ยในอดีตของหุ้น DELTA +1.0 S.D.) จากเดิม 212.00 บาท ถึงแม้จะคาดว่ากำไรจะทำสถิติสูงสุดใหม่ในปี 2569-2570 แต่คาดว่าโมเมนตัมการเติบโตจะชะลอตัวลง ตามอัตราการเติบโตที่ชะลอลงของงบลงทุนของ CSP สหรัฐ (จาก 65% ในปี 2569 เป็น 20% ในปี 2570) และ เมื่อประกอบกับที่ราคาหุ้นมี downside อีก 21% จึงยังคงคำแนะนำ “ขาย” DELTA บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุ แนะนำเก็งกำไร ซึ่งอยู่ระหว่างปรับเพิ่มราคาเป้าหมายจาก 300 บาท โดยแนวโน้มไตรมาส 2/69-ครึ่งปีหลัง คาดว่ายังเร่งขึ้นต่อ เพราะยังได้คำสั่งซื้อจาก Delta Taiwan เข้ามามากขึ้น จึงมีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569 ขึ้นจากปัจจุบันที่ 3.54 หมื่นลบ. +43% yoy บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนวโน้มแข็งแกร่ง หนุนโดยความต้องการด้าน AI โดยอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงวัฏจักรการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะหลายปีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน (supercycle) นอกจากนี้ ยังมีแรงส่งเพิ่มเติมมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง จาก AI training ไปสู่การใช้งาน AI เพื่อการประมวลผลจริง (inference workloads) ซึ่งความต้องการด้าน AI ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนการเติบโต แม้ว่าความต้องการในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะอ่อนตัวลงก็ตาม บริษัทมีการขยายกาลังการผลิตรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงด้านต้นทุนเริ่มปรากฏ แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ในขณะนี้ โดยปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569-2570 ขึ้น 19%/23% สะท้อนยอดขายและมาร์จิ้นที่ดีกว่าคาดการณ์เดิม รวมถึงแนวโน้มที่ยังสดใส ซึ่งแนะนำถือ ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 304 บาท อิงกับ P/E ปี 2027F ที่ 87 เท่า (Mean+2SD) ณ ราคาปัจจุบันซื้อขายที่ P/E ปีนี้ที่ 107 เท่า และ ปี 2570 ที่ 89 เท่า |