ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดธุรกิจแบงก์ที่เหลือปี 69 มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

รูป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดธุรกิจแบงก์ที่เหลือปี 69 มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

efinAI


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินธุรกิจแบงก์ที่เหลือปี 69 มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น รับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปี 69 มีแนวโน้มลดลง เมื่อเทียบจากปีก่อน พร้อมติดตาม 3 ประเด็นอย่างติดตามใกล้ชิด ทั้งการความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อทั้งในส่วนสินเชื่อปล่อยใหม่และคุณภาพสินเชื่อ - การตั้งสำรองฯ - ค่าธรรมเนียมและบริการ ชี้อาจเจอแรงกดดันมากขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/69 หลังความต้องการใช้บริการบางประเภทอาจชะลอลง ตามเศรษฐกิจที่ซบเซา

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า งบการเงินของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสแรกของปี 2569 สะท้อนภาพการประคองตัว เพราะแม้กำไรสุทธิในภาพรวมยังทรงตัวได้ แต่แรงกดดันจากธุรกิจหลัก และ ความเปราะบางของลูกหนี้ยังคงเป็นโจทย์ต่อเนื่อง ดังนั้น การผ่านพ้นไตรมาสแรกมาได้จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ขณะที่ความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ อาจเพิ่มแรงกดดันต่อผลการดำเนินงานในระยะข้างหน้า

กำไรสุทธิของกลุ่มแบงก์ 1 ไตรมาส 1/69 อยู่ที่ระดับ 6.67 หมื่นล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนความสามารถในการประคองระดับกำไรสุทธิได้ แม้อยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง

อย่างไรก็ดี พิจารณาโครงสร้างรายได้จะเห็นว่า แรงหนุนผลการดำเนินงานของกลุ่มแบงก์ในไตรมาสแรก ไม่ได้มาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ซึ่งเป็นรายได้หลักของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ แต่กลับมาจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (ซึ่งพอช่วยชดเชยแรงกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิได้ในระดับหนึ่ง) โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ รายได้จากเงินปันผล กำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน หรือ FVTPL และ เงินสนับสนุนจาก FIDF จากโครงการคุณสู้ เราช่วย ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังคงลดลงตามแรงกดดันจากการหดตัวของเงินให้สินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่ในระดับต่ำตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

แนวโน้มธุรกิจแบงก์ในช่วงที่เหลือของปี 2569 มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น จากโครงสร้างรายได้ที่มีแรงผลักดันจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมากขึ้นนั้น สะท้อนว่า การดำเนินงานของธุรกิจธนาคารพาณิชย์น่าจะมีความท้าทายเพิ่มมากขึ้นในช่วงไตรมาส 2 และ ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ และ ธุรกิจที่มีความเสี่ยง และ ความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า มี 3 ประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิด ประกอบด้วย

1.การบริการจัดการความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อ ทั้งในส่วนสินเชื่อปล่อยใหม่และคุณภาพสินเชื่อ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ธนาคารจะยังคงพิจารณาความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ และ ปล่อยสินเชื่อในลักษณะที่สอดคล้องกับศักยภาพผู้ของกู้ ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้กับลูกหนี้ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ตามโครงการ SMEs Credit Boost และ SMEs Secure+

ขณะที่ประเด็นด้านคุณภาพสินเชื่อยังคงเป็นโจทย์ที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง (หลังจากที่สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อกลับมาขยับสูงขึ้นในไตรมาสแรก) เพราะข้อจำกัดของภาวะเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า อาจมีผลกดดันรายได้ และกระแสเงินสดของลูกหนี้กลุ่มเปราะบางทั้งในส่วนของลูกหนี้รายย่อยและลูกค้าผู้ประกอบการ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า แนวโน้มภาพรวมสินเชื่อของกลุ่มแบงก์ (ตามงบการเงิน 9 แห่ง) ในปี 2569 จะยังคงติดลบติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ขณะที่สัดส่วน NPL ของกลุ่มแบงก์ อาจขยับขึ้นไปอยู่สูงกว่าระดับ 3.20% ต่อสินเชื่อรวม

2.การตั้งสำรองฯ เพิ่มเติมในกรอบระมัดระวังเพื่อรองรับความผันผวนและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ข้อมูลจากงบไตรมาส 1/2569 สะท้อนว่า ระดับค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของกลุ่มแบงก์ยังคงขยับสูงขึ้น ซึ่งหากประเมินควบคู่กับแนวโน้มที่เปราะบางของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มพิจารณาตั้งสำรองฯ ในกรอบที่ระมัดระวังต่อเนื่อง เพื่อเป็นกันชนเสริมความสามารถในการรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยผ่านราคาพลังงานที่สูงขึ้น ต้นทุนภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้น และ กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่อ่อนแอลง

จากแนวโน้มการรักษาระดับสำรองฯ ให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า สัดส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Coverage Ratio) อาจขยับขึ้นไปอยู่สูงกว่า 195% ตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2/2569 เป็นต้นไป ขณะที่ส่วนต่างดอกเบี้ยที่หักสำรองฯ (NIM ที่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการสำรองฯ) น่าจะลดลงไปอยู่ต่ำกว่า 2.00% ในปี 2569 จากระดับ 2.16% ในปี 2568

3.ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิอาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2/2569 เนื่องจากความต้องการใช้บริการทางการเงินบางประเภทอาจชะลอลงตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ซบเซา ขณะเดียวกันความผันผวนของตลาดการลงทุนอาจกระทบต่อรายได้ค่าฟีจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง การขายกองทุนรวม และ ผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่น ๆ ซึ่งมักขึ้นอยู่กับบรรยากาศการลงทุนและความเชื่อมั่นของลูกค้า

นอกจากนี้ รายได้จากค่าธรรมเนียมบางรายการอาจชะลอลงตามหลักเกณฑ์การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการของธปท. ซึ่งมีการกำหนดมาตรฐานและเพดานใหม่สำหรับค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกรรมชำระเงิน รวมถึงจำกัดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับสินเชื่อ SMEs เพื่อให้สะท้อนต้นทุนจริง และ ห้ามชดเชยด้วยการตั้งค่าธรรมเนียมใหม่ หรือ ปรับดอกเบี้ยทดแทน

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ภายใต้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยังท้าทาย รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิของกลุ่มแบงก์ในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน


Related Topics

Reported by

Koranat Ploysawat

Koranat Ploysawat

Senior Reporter, efinanceThai