Thai Stock News26 Mar 2026 13:39บล.บัวหลวง : Retails Finance Sector ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเป็น “มากกว่าตลาด” (OVERWEIGHT) Top pick : TIDLOR MTCบล.บัวหลวง : Retails Finance Sector ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเป็น “มากกว่าตลาด” (OVERWEIGHT) Top pick : TIDLOR MTCTranslatestar_borderModal Upgrade PackageefinAI รายงานพื้นฐานวันนี้ :Retails Finance. โอกาสช้อนซื้อ จากความกังวลสูงเกินผลกระทบ. เราประเมินว่าราคาหุ้นในกลุ่ม Retail Finance ปรับฐานลงมากว่า 19% นับตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค. ได้สะท้อนความเสี่ยงมากกว่ากรณี worst case scenario ของเราไปถึง 3 เท่าตัว ทำให้เราปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนของกลุ่มจาก “เท่ากับตลาด” (NEUTRAL) เป็น “มากกว่าตลาด” (OVERWEIGHT) โดยเราเลือก TIDLOR และ MTC เป็น top picks ของกลุ่ม เพราะมีคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง แนวโน้มกำไรยังเติบโตได้ดีในปีนี้และ valuation metrics ถูกด้วย. เราประเมินว่าคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่ม Retail Finance อยู่ในระดับที่ดี จากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากว่า 2 ปีแล้ว และได้ตั้งสำรองหนี้ฯ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ หากดูข้อมูลย้อนหลังในปี 2022 ที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นแรงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ภาพรวม credit cost เฉลี่ยของกลุ่ม Retail Finance ยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ที่ประมาณ 2.8% ต่ำกว่าสมมติฐาน credit cost ปีนี้ของเราที่ 3.0% และหากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นเป็นเวลานาน เราคาดว่ารัฐบาลน่าจะออกมาตรการเพื่อลดผลกระทบต่อเงินเฟ้อและกำลังซื้อสำหรับกลุ่มเปราะบาง ดังนั้นเราประเมินว่าคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มน่าจะยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ในปีนี้. โดยเราได้ทำ stress test เพื่อทดสอบความเสี่ยงจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน พบว่าผลกระทบต่อกำไรของกลุ่ม Retail Finance ไม่มาก โดย scenario 1 (base-case assumption) หรือประมาณการปัจจุบันของเรา เราคาดกำไรกลุ่ม Retail Finance จะเพิ่มขึ้น 9% YoY แต่หากสงครามยืดเยื้อ ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น เราประเมินผลกระทบต่อกำไรสุทธิของกลุ่มในกรณีเลวร้าย (scenario ที่ 2; worse-case scenario) ราว 3.4% และในกรณีเลวร้ายสุด (scenario ที่ 3; worst-case scenario) กำไรกลุ่มจะมีความเสี่ยงราว 7% จากปัจจุบัน efinAIEditing byประน้อม บาร์เคอร์
รายงานพื้นฐานวันนี้ :Retails Finance. โอกาสช้อนซื้อ จากความกังวลสูงเกินผลกระทบ. เราประเมินว่าราคาหุ้นในกลุ่ม Retail Finance ปรับฐานลงมากว่า 19% นับตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค. ได้สะท้อนความเสี่ยงมากกว่ากรณี worst case scenario ของเราไปถึง 3 เท่าตัว ทำให้เราปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนของกลุ่มจาก “เท่ากับตลาด” (NEUTRAL) เป็น “มากกว่าตลาด” (OVERWEIGHT) โดยเราเลือก TIDLOR และ MTC เป็น top picks ของกลุ่ม เพราะมีคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง แนวโน้มกำไรยังเติบโตได้ดีในปีนี้และ valuation metrics ถูกด้วย. เราประเมินว่าคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่ม Retail Finance อยู่ในระดับที่ดี จากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากว่า 2 ปีแล้ว และได้ตั้งสำรองหนี้ฯ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ หากดูข้อมูลย้อนหลังในปี 2022 ที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นแรงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ภาพรวม credit cost เฉลี่ยของกลุ่ม Retail Finance ยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ที่ประมาณ 2.8% ต่ำกว่าสมมติฐาน credit cost ปีนี้ของเราที่ 3.0% และหากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นเป็นเวลานาน เราคาดว่ารัฐบาลน่าจะออกมาตรการเพื่อลดผลกระทบต่อเงินเฟ้อและกำลังซื้อสำหรับกลุ่มเปราะบาง ดังนั้นเราประเมินว่าคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มน่าจะยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ในปีนี้. โดยเราได้ทำ stress test เพื่อทดสอบความเสี่ยงจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน พบว่าผลกระทบต่อกำไรของกลุ่ม Retail Finance ไม่มาก โดย scenario 1 (base-case assumption) หรือประมาณการปัจจุบันของเรา เราคาดกำไรกลุ่ม Retail Finance จะเพิ่มขึ้น 9% YoY แต่หากสงครามยืดเยื้อ ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น เราประเมินผลกระทบต่อกำไรสุทธิของกลุ่มในกรณีเลวร้าย (scenario ที่ 2; worse-case scenario) ราว 3.4% และในกรณีเลวร้ายสุด (scenario ที่ 3; worst-case scenario) กำไรกลุ่มจะมีความเสี่ยงราว 7% จากปัจจุบัน