KKP งบสวย! Q1/69 กำไร 1.95 พันลบ. โต 84.2% ค่าฟีพุ่ง ขาดทุนขายรถยึด - ตั้งสำรองลดลง

รูป KKP งบสวย! Q1/69 กำไร 1.95 พันลบ. โต 84.2% ค่าฟีพุ่ง ขาดทุนขายรถยึด - ตั้งสำรองลดลง

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -20 เม.ย. 69 13:18 น.

KKP เผยไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 1,955.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 84.2 จากรายได้ค่าฟีที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผลขาดทุนขายรถยึด และตั้งสำรองลดลงแม้รวมตั้งสำรองพิเศษ รองรับสถานการณ์ตะวันออกกลาง

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 1,955.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งที่ร้อยละ 84.2 จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,061.62 ล้านบาท โดยหลักเกิดจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย การปรับลดลงของผลขาดทุนจากการขายรถยึด และการปรับลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น สะท้อนความสามารถ ในการกระจายรายได้ในระดับที่ดี รวมถึงสถานการณ์คุณภาพสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจํานวน 4,216 ล้านบาท ปรับลดลงร้อยละ 5.2 หากเทียบกับไตรมาส 1/2568 โดยหลักจากรายได้ดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลงร้อยละ 14.4 ยังคงเป็นผลต่อเนื่องจากการชะลอตัวของสินเชื่อซึ่งเป็นไปตาม มาตรการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารที่มุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อไปในประเภทที่มีคุณภาพสูง และการปรับลดลงของอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อตามการปรับลดลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ด้านค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยปรับตัวลดลงในระดับที่ดีที่ร้อยละ 30.9 หากเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ตามการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างต่อเนื่องและทิศทาง อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่ปรับตัวลง ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสําหรับไตรมาส 1/2559 1/2568 โดยอยู่ที่ร้อยละ 4.6 อยู่ในระดับทรงตัวกับไตรมาส

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจํานวน 2,483 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นในระดับที่ดีที่ร้อยละ 64.7 จากไตรมาส 1/2568 โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.8 จากไตรมาส 1/2568 มาจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในส่วนของรายได้ที่เกิดจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รายได้จากธุรกิจการให้บริการทางการเงินและการลงทุนแบบดิจิทัลของธุรกิจไคม์ (Dime!) รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจการจัดการกองทุน ตามการเติบโตของมูลค่าสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการหรื ทํารายการ (Asset under Advise Asset under Platform และ Asset under Management) รวมถึงภาวะตลาดที่มีการปรับตัวดีขึ้น

ธนาคารสามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานมีจํานวน 3,261 ล้านบาท ปรับลดลงร้อยละ 7.2 จากไตรมาส 1/2568 จากการลดลงของผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่มี จํานวน 331 ล้านบาท ยังคงปรับลดลงอย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 52.3 หากเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ตามปริมาณรถยึดที่ยังคงทยอยปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตามในช่วงปลายไตรมาส 1/2569 ธนาคารได้เริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวลดลงเล็กน้อยของราคารถยนต์ใช้แล้ว ซึ่งอาจเป็นผลสืบเนื่องจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ํามันจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งธนาคารจะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป

ในขณะที่ค่าใช้จ่ายอื่นๆยังควบคุมได้ในระดับที่ดี ทั้งนี้หากไม่รวม รายการที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินรอการขาย อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานต่อรายได้สุทธิสําหรับไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ร้อยละ 43.7 ปรับลดลงจากไตรมาส 1/2568 ที่อยู่ที่ร้อยละ 46.8

ธนาคารอาศัยหลักความรอบคอบในการพิจารณาตั้งสํารองตามแบบจําลองการวัดมูลค่าผล ทำให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสําหรับไตรมาส 1/2569 มีจํานวน 961 ล้านบาท ปรับลดลงร้อยละ 12.9 หากเทียบกับจํานวน 1,104 ล้านบาทในไตรมาส 1/2568 โดยได้รวมการพิจารณาตั้งสํารองพิเศษ (Management Overlay) รองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอน รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ และอาจส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงอาจส่งผลกระทบถึงคุณภาพสินเชื่อได้ในระยะต่อไป

สําหรับผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและรายการขาดทุนจากการขายรถยึด (credit cost)คิดเป็นอัตราร้อยละ 1.50 ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย ปรับลดลงจากร้อยละ 1.97 ในไตรมาส 1/2568 สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อที่ธนาคารได้ดําเนินมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 142.3 ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 จากร้อยละ 131.0 ณ สิ้นไตรมาส 1/2568

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 สินเชื่อรวมของธนาคาร (ไม่รวม POCI) มีจํานวน 348,217 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 1.5 จาก สิ้นปี 2568 เป็นไปตามแผนการของธนาคารในการเติบโตสินเชื่ออย่างระมัดระวัง และเน้นการเติบโตในกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมและมีคุณภาพสินเชื่อที่ดี ประกอบด้วย

สินเชื่อรายย่อย มีจํานวน 230,322 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 1.6 จากสิ้นปี 2568 สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ มีจํานวน 147,405 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 2.3 จากสิ้นปี 2568 สินเชื่อรายย่อยอื่นๆ มีจํานวน 82,917 ล้านบาท หดตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.2 จากสิ้นปี 2568 สินเชื่อธุรกิจ มีจํานวน 54,613 ล้านบาท ขยายตัวที่ร้อยละ 3.5 จากสิ้นปี 2568 สินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจํานวน 21,781 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 9.7 จากสิ้นปี 2568 สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี มีจํานวน 32,832 ล้านบาท หดตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.2 จากสิ้นปี 2568 และสินเชื่อขนาดใหญ่ที่ให้กับฐานลูกค้าในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่และบริษัทขนาดใหญ่ หรือสินเชื่อที่เกี่ยวกับการทํารายการของสายงานวานิชธนกิจ ธุรกิจตลาดทุน มีจํานวน 57,797 ล้านบาท ขยายตัวที่ร้อยละ 10.6 จากสิ้นปี 2568

ธนาคารมีค่าเพื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจํานวน 20,475 ล้านบาท และมีอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ที่ร้อยละ 142.3 ปรับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 137.2 ณ สิ้นปี 2568

ปริมาณสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (Stage 3) ของธนาคารและบริษัทย่อย (ไม่รวม POCI) มีจํานวน 14,436 ล้านบาท ยังคงปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากจํานวน 14,702 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 โดยหลักจากการลดลงในส่วน ของสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อ สิ้นไตรมาส 1/2569 ปรับลดลงอยู่ที่ร้อยละ 4.1 เทียบกับร้อยละ 4.3 ณ สิ้นปี 2568 ทั้งนี้ธนาคารมีการติดตามและบริหาร จัดการสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอย่างใกล้ชิด ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ การตัดหนี้สูญ มาตรการต่างๆ ในการช่วยเหลือลูกหนี้


Related Topics

Reported by

Charuwan Iamyingpanitch

Charuwan Iamyingpanitch

Assistant News Editor, efinanceThai