บล.ยูโอบีฯ เพิ่มเป้ากำไร บจ. ปีนี้ 4% - เป้า SET 1,616 จุด หลังงบ Q1/69 ดีเกินคาด

รูป บล.ยูโอบีฯ เพิ่มเป้ากำไร บจ. ปีนี้ 4% - เป้า SET 1,616 จุด หลังงบ Q1/69 ดีเกินคาด

efinAI


บล.ยูโอบีเคย์เฮียน ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิ บจ.ขึ้น 4% พร้อมเพิ่มเป้าดัชนีหุ้นไทยเป็น 1,616 จุด อิง EPS ที่ 101 บาท หลังไตรมาส1/69 งบออกมาดีกว่าคาด แรงหนุนจากกลุ่มพลังงาน แบงก์ - ค้าปลีก

บล.ยูโอบีเคย์เฮียน เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า ภาพรวมกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1/69 ออกมาดีกว่าคาด โดยกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนภายใต้การ coverage อยู่ที่ 2.43 แสนล้านบาท (+28.8% yoy, +47.5% qoq) ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยมี 13 กลุ่มอุตสาหกรรมที่รายงานกำไรสูงกว่าคาด (เทียบกับ 1 กลุ่มใน 4Q25) และมีเพียง 2 กลุ่มที่รายงานกำไรต่ำกว่าคาด (เทียบกับ 1 กลุ่มใน 4Q25)

กำไรสุทธิในไตรมาส 1/69 ถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของผลประกอบการปี 2026 โดยกำไรเติบโต +28.8% yoy และ +47.5% qoq ใน 1Q26 ปัจจัยหนุนกำไรที่ออกมาดีกว่าคาดมาจากกลุ่มพลังงาน ธนาคาร ค้าปลีก และโทรคมนาคม โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่กลุ่มธนาคารมีกำไรเพิ่มขึ้นจากกำไรการลงทุน

เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 69 ขึ้นราว 4% หรือ +4.4ppt แม้ว่าผลประกอบการในไตรมาสนี้จะมีลักษณะผสมผสานกันในแต่ละกลุ่มธุรกิจ โดยแรงหนุนหลักมาจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (+26.8ppt), กลุ่มพลังงาน (+10.2ppt) และกลุ่มธนาคาร (+4.0ppt) ซึ่งเมื่อถ่วงน้ำหนักรวมกัน ส่งผลให้ประมาณการกำไรโดยรวมปรับเพิ่มขึ้น +4.4ppt จึงปรับประมาณ SET Index Target ปีนี้ขึ้นเป็น 1,616 จุด อิง EPS ที่ 101 บาท และ P/E ที่ 16x

อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไป คาดว่าอาจเห็นการปรับลดประมาณการกำไรจากผลกระทบของสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ หลังปัจจัยบวกเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

แม้ความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงาน 2Q26 มากขึ้น แต่ยังมีกลุ่มที่โดดเด่น แม้ยังคงมีความระมัดระวัง แต่คาดว่ากำไร 2Q26 จะปรับตัวดีขึ้นในหลายกลุ่มหลัก โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน ICT และค้าปลีก ขณะที่การออก พ.ร.ก เงินกู้ฉุกเฉินซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จใน 3Q26 จะช่วยจำกัด downside ของเศรษฐกิจโดยรวมได้

ปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญ ได้แก่ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ความกังวลด้านเงินเฟ้อ และภาวะช็อกจากฝั่งอุปทาน อาจนำไปสู่ความเสี่ยงของการปรับลดประมาณการกำไรใน 2Q26 ได้ Top Picks ของเรา ได้แก่ BBL, BH, CPN, CRC, PTTEP และ WHA

ภาพรวมกลยุทธ์: เข้าสู่รอยต่อที่สำคัญ ตลาดอาจหมุนมายังหุ้นกลาง-เล็ก แต่ดัชนีจะเริ่มเสี่ยงชะลอตัวลง หลังหมดปัจจัยผลประกอบการหนุน และอาจผันผวน จากความเสี่ยงการปรับลดกำไรรายกลุ่ม รวมถึงความกังวลเงินเฟ้อและผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ตั้ง stoploss/ trailing stop ทุกครั้ง

หุ้นแนะนำ (* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ นักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาเข้าซื้อ)

• BH (220) : ภาพรวมผลประกอบการออกมาดี และการมีสถานบริการน้อยแห่ง ทำให้ความสามารถในการล็อคต้นทุนทำได้ดีกว่า ตัดขาดทุน 160 บาท


• DUSIT (13) : ผลประกอบการการไตรมาส 1/69 ส่งสัญญาณฟื้นตัวที่ดี ขณะที่ปีนี้จะได้แรงหนุนจาการโอนโครงการอสังหาฯ ช่วยลดความเสี่ยงของธุรกิจโรงแรม ตัดขาดทุน 9.50 บาท


• ORI (1.90) : เก็งกำไรการต่ออายุมาตรการ LTV และจาก valuation ปัจจุบันที่เพียง 0.21x PBV ตัดขาดทุน 1.64 บาท


• TIPH (23): ผลประกอบการได้แรงหนุนจากผลตอบแทนการลงทุน (โดยเฉพาะตลาดหุ้น) และผลตอบแทนพันธบัตรที่ขยับขึ้น ตัดขาดทุน 21.10 บาท


Related Topics

Reported by

Charuwan Iamyingpanitch

Charuwan Iamyingpanitch

Assistant News Editor, efinanceThai