ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดกนง. 29 เม.ย. คงดอกเบี้ย 1.00% จับตาสงครามตะวันออกกลางกดดันศก.ไทย

รูป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดกนง. 29 เม.ย. คงดอกเบี้ย 1.00% จับตาสงครามตะวันออกกลางกดดันศก.ไทย

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -23 เม.ย. 69 11:10 น.


ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมิน กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในการประชุม 29 เม.ย. นี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง และแรงกดดันเงินเฟ้อ ด้านต้นทุน พร้อมมองศก.ไทยไตรมาส 2 ชะลอตัว ก่อนฟื้นครึ่งปีหลัง


ดร.ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 29 เม.ย. 69 คาดว่าที่ประชุมจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.00% ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยกนง. คาดว่าจะมีมุมมอง wait-and-see เพื่อประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน สอดคล้องกับท่าทีของธนาคารกลางหลักหลายแห่งทั่วโลก


แรงกดดันเงินเฟ้อของไทยมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 2/2569 จากต้นทุนด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนจากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมีนาคม 2569 ที่เร่งขึ้นมาอยู่ที่ 6.0% แม้ว่าเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ในเดือนเดียวกันยังคงติดลบเล็กน้อยที่ -0.08%


อย่างไรก็ดี คาดว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะทยอยส่งผ่านไปยังราคาผู้บริโภคในระยะข้างหน้า ขณะที่การส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อพื้นฐานจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังเปราะบาง ทั้งนี้ แนวโน้มราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะจากประเด็นการเข้าถึงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์หลักของโลก

รอประเมินข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569 ซึ่งจะประกาศในเดือนพ.ค. 2569 รวมถึงติดตามผลกระทบของสถานการณ์ตะวันออกกลางต่อการบริโภค การลงทุน การผลิต การส่งออก และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นชัดเจนมากขึ้นในระยะถัดไป ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในไตรมาส 2/2569 ก่อนที่จะมีโอกาสฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี


ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% ตลอดทั้งปี 2569 โดยมีมุมมองว่า


อุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ ทำให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีประสิทธิผลจำกัดในการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ และอาจยิ่งซ้ำเติมภาวะอุปสงค์ภายในประเทศให้ชะลอลงมากขึ้น แม้ว่าเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นและอาจเฉลี่ยสูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูง โดยแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก


ในขณะเดียวกัน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอาจไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่นโยบายการคลังมีแนวโน้มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยภาครัฐมีแผนออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม ทั้งมาตรการทางการคลังและมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบและพยุงเศรษฐกิจได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้นโยบายดอกเบี้ยโดยรวม


Related Topics

Reported by

Chutima Apichaisuksakul

Chutima Apichaisuksakul

Senior Reporter, efinanceThai