ธปท.รับไทยติดกับดักโตต่ำทั้งปีโต 2.1% ห่างไกลศักยภาพ ด้านนโยบายการเงินชี้ใกล้ถึงขีดจำกีด

รูป ธปท.รับไทยติดกับดักโตต่ำทั้งปีโต 2.1% ห่างไกลศักยภาพ ด้านนโยบายการเงินชี้ใกล้ถึงขีดจำกีด

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -20 พ.ค. 69 9:15: น.

ธปท. เผยไทยติดกับดักโตต่ำ ชี้ปี 69 โต 2.1% ห่างไกลศักยภาพที่ 2.7% ขณะที่ไตรมาส 3/2569 ลุ้นเห็น 3% จากมาตรการไทยช่วยไทยพลัส พร้อมระบุไทยเป็นเสือป่วย เหตุขาดการลงทุน-ประชากรเกิดน้อย

นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 2.8% นั้น สูงกว่าที่ธปท.ประเมินไว้ที่ 2.6% ขณะที่ทั้งปี ธปท.ประมาณการจีดีพีไว้ที่ 2.1% ซึ่งใกล้เคียงกับที่สภาพัฒน์ฯ ประเมินที่ 2% ขณะที่เศรษฐกิจไทยในปี 2570 คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.6% ซึ่งต่ำกว่าปีนี้ เนื่องจากมีฐานที่สูงจากการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสามารถใช้เม็ดเงินกู้ 200,000 ล้านบาท ที่ผลักดันเรื่องการลงทุนระยะยาว อาจมีโอกาสเห็นตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่เติบโตได้มากกว่า 2% ได้

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2569 มองว่าจะลงไปค่อนข้างเยอะ เพราะว่าเป็นไตรมาสที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงาน ขณะที่ไตรมาส 3 ประเมินว่าจะเห็นตัวเลข 3% ได้ จากการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยเฉพาะจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่จะเห็นผลในไตรมาส 3/2569 ขณะที่ไตรมาส 4 จะเห็นการเติบโตที่ชะลอลงมา เนื่องจากฐานสูงในปีก่อนหน้า

“หากไม่มีมาตรการเชื่อว่า ไตรมาสที่ 1/2569 จะเป็นไตรมาสที่ตัวเลขสูงที่สุดแล้วในปีนี้ แต่พอมีมาตรการคิดว่าไตรมาส 3/2569 เศรษฐกิจไทยอาจจะเห็นตัวเลขที่ 3% ได้ และจะปรับลดลงมาในไตรมาส 4/2569 เพราะฐานที่สูงในปีที่แล้ว และเฉลี่ยทั้งปีก็จะออกมาที่ 2.1%”นายดอน กล่าว

การประมาณการตัวเลขที่ 2.1% นั้นโดยรวมเม็ดเงินจากพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทแล้ว และประเมินว่าสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางน่าจะยุติได้ภายในครึ่งแรกของปีนี้ หรือ ภายใน 2 เดือนนี้ ขณะที่สถานการณ์ที่เลวร้าย ประเมินว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะลากยาวไปจนถึงสิ้นปี ซึ่งจะกระทบกับเศรษฐกิจไทยค่อนข้างเยอะ โดยในกรณีนี้มีโอกาสที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 1% ในปีนี้ และเงินเฟ้อน่าจะเกิน 5% โดยเฉลี่ย

“ณ จุดนี้ ประเมินว่า โอกาสที่จะเกิดมากที่สุดคือจบได้ภายในครึ่งปีแรก และมีความเป็นไปได้สูง และหากดูแต่ละที่ ส่วนใหญ่มองว่าสถานการณ์จะจบได้ในครึ่งแรกของปี โดยหากจบในครึ่งแรกของปีนี้ เศรษฐกิจไทยก็กระทบแล้วแต่น้อย แต่หากยืดไปก็คงหนัก แต่ตอนนี้ก็ไม่อยากคิดถึงตอนนั้น”นายดอน กล่าว

รับเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าศักยภาพที่ 2.7% และติดกับดักโตต่ำ

ส่วนเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพที่ 2-3% หรือไม่นั้น ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพที่เติบโตได้สูงกว่านั้น แต่ระยะสั้น ยอมรับว่า โตต่ำกว่าศักยภาพ ขณะที่ระยะยาวต้องยอมรับว่าศักยภาพของไทยไม่ได้สูงมาก โดย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประมาณการเศรษฐกิจไทยระยะยาวจะใช้ตัวเลขที่ 2.5% ของธปท.ประเมินศักยภาพของไทยอยู่ที่ 2.7% ดังนั้น หากประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ 2.1% ก็ถือว่ายังต่ำกว่าศักยภาพระดับหนึ่ง

“แต่ว่า 2.7% หรือ 2.5% ของ IMF ไม่ใช่อะไรที่น่ายินดี เพราะคิดว่าต่ำมากๆสำหรับเศรษฐกิจขนาดนี้ เพราะว่าถ้าดูเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม พวกนั้นระดับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยยังต่ำกว่าเรา เพราะฉะนั้นเวลาที่ประเทศระดับพัฒนาเศรษฐกิจเติบโตได้ดีไม่แปลก แต่หากลองดูมาเลเซีย และสิงคโปร์ยังเติบโตได้ดีกว่าเราก็ต้องมานั่งคิดว่าทำไมเป็นแบบนั้น”นายดอน กล่าว

ปัจจุบันไทย โดน 2 เด้ง คือ วัฏจักรเศรษฐกิจในปัจจุบันมีปัญหาเรื่องของอิหร่าน และสหรัฐฯ ที่เป็นช็อกที่โดนกันทั่วโลกและต่ำลงมา แต่ว่าของไทยแย่กว่าคือ ศักยภาพของไทยไม่ดีด้วย และทุกครั้งที่เกิดวิกฤตศักยภาพการขยายตัวต่ำลงมาตลอด

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหากจะบอกว่าเป็นวิกฤตพลังงานอาจจะได้แต่ถ้าวิกฤตเศรษฐกิจจริงๆ จะต้องเห็นตัวเลข GDP ติดลบ เพราะฉะนั้นอันนี้ถือว่าพอไปได้ ยังไม่ใช่วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการหารือกับผู้ว่าธปท. ว่า ไทยติดกับดัก Low Growth Trap หรือติดกับดักโตต่ำมาเป็นเวลานาน และจริงๆต้องหาทางออก ”นายดอน กล่าว

ด้านนโยบายการเงิน ปัจจุบัน อยู่ที่ 1% ซึ่งอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย และน่าจะรองรับได้ในระดับหนึ่ง โดยปัจจุบันสิ่งที่ธปท. ดำเนินการ คือ มาตรการทางด้านการเงินโดยเฉพาะ ที่ออกไปแล้ว เช่น คุณสู้เราช่วย SME Credit Boost หรือ Secure+ ที่จะสามารถกู้ได้โดยใช้หลักประกันเพื่อเติมสภาพคล่องให้กับธุรกิจก็จะเป็นมาตรการเสริม และคาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังด้วย รวมทั้งที่ธปท.คุยกับธนาคารพาณิชย์ ให้เดินหน้าในการดูแลลูกค้า

“เราค่อนข้างโชคดี พอเจอวิกฤตพลังงานประเด็นที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาคือเงินเฟ้อ ถ้าตอนเดือน ก.พ.เราไม่ได้ลดดอกเบี้ย ตอนนี้อาจจะไม่ได้ลด เพราะกรรมการน่าจะกังวลความเสี่ยงเงินเฟ้อแล้วดอกเบี้ยก็อาจจะอยู่ที่ 1.25% ซึ่งสูงกว่านี้ แต่ 1% ก็คิดว่าก็พอประคองได้ในระดับหนึ่ง”นายดอน กล่าว

ขณะที่มาตรการด้านการคลัง ถือว่ามาถูกจังหวะ ที่ออกมา เพียงแต่ว่าจะต้องแบ่งระหว่างการกระตุ้นระยะสั้น กับผลระยะยาวให้ชัดเจน

ส่วนเรื่อง Stagflation โดยยืนยันว่า โอกาสที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยยังค่อนข้างต่ำ สาเหตุหลัก เพราะว่าเงินเฟ้อไทยไดนามิก หรือพลวัตรแตกต่างกับต่างประเทศค่อนข้างเยอะ เพราะในต่างประเทศเวลามีเงินเฟ้อจาก supply ราคาพลังงานสูงขึ้น โดยต่างประเทศจะมีด้าน Demand กับด้านอุปสงค์ หรือ การคาดการณ์เงินเฟ้อมาผสม แต่สำหรับเศรษฐกิจไทยนั้น อ่อนแอมาสักพักแล้ว ดังนั้นด้าน Demand จึงต่างจากคนอื่น

“ก่อนวิกฤตพลังงานคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ต่ำกว่า 1% และไตรมาสแรกเงินเฟ้อติดลบ ขณะที่ต่างประเทศสมมติเป้าอยู่ที่ 2% แต่ที่ออกมาคือสูงกว่าเป้า และมีโอกาสที่จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่เห็น Bond Yield ในต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น เพราะกลัวเรื่องเงินเฟ้อ เพราะต่างประเทศเวลาเกิดแล้วเงินเฟ้อขึ้นแล้วลงช้า ขึ้นแล้วไม่ค่อยลง ไม่เหมือนของไทย”นายดอน กล่าว

แย้มธปท.อยู่ระหว่างศึกษามาตรการเฉพาะจุด ช่วยประชาชน ขณะที่ดอกเบี้ยรับใกล้ขีดจำกัดแล้ว

สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% นั้น ยอมรับว่า หากจำเป็นจริงๆ สามารถลดได้ แต่ ณ ตอนนี้ใกล้ถึงขีดจำกัดของนโยบายมากแล้ว เพราะที่ระดับ 1% ถือว่าต่ำมาก โดยในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ยังลงไปต่ำได้กว่านี้ ที่ 0.5% แต่ขณะนั้นเศรษฐกิจติดลบ แต่ขณะนี้ทั้งปียังคงเป็นบวก และมองว่าหากปรับลดลงคงไม่ได้ช่วยเศรษฐกิจมากนัก

“การลดดอกเบี้ยช่วยในเรื่องของภาระหนี้ให้ดอกเบี้ยจ่ายลดลง แต่เราเคยไปดูว่าการลดดอกเบี้ยกับการใช้มาตรการของสถาบันการเงิน เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ช่วยได้เยอะกว่า เช่น ยืดหนี้ พักดอกเบี้ยในบางช่วงเวลา ซึ่งตอนนั้นช่วยในสถานการณ์โควิด แต่สถานการณ์ปัจจุบันมองว่า การพักหนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จำเป็น ต้องดูเศรษฐกิจไปเรื่อยๆว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป โดยมาตรการด้านการเงินที่จะออกมานั้นจะเป็นมาตรการเฉพาะจุด แต่คงไม่สามารถบอกได้”นายดอน กล่าว

ด้านการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทนั้น ยอมรับว่าจะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีขยับขึ้นประมาณ 2% โดยปัจจุบันอยู่ที่ 66% อย่างไรก็ตามต่อให้ไม่กู้เลยมันก็จะมีแผนที่จะกู้ในอนาคต และอีกประมาณ 2 ปี จะทำให้เข้าใกล้ 70% แต่ปัจจุบันทางเครดิตเรตติ้งยังให้โอกาสไทย โดยมองว่าการกระตุ้น มีการแบ่งเป็น 200,000 ล้านบาท สำหรับระยะยาว และมีแนวทางว่าจะทำอย่างไรในอนาคตว่าจะลดหนี้หรือปฏิรูปภาษีอย่างไร

“วิกฤตพลังงานทำให้หลายประเทศ ต้องใช้มาตรการทางการคลัง ซึ่งเป็นเทรนเดียวกันทั่วโลก แต่ว่าก็มีจุดนิดหนึ่งว่าผ่านไปปีหรือ 2 ปี ยังไม่เห็นการลงทุนระยะยาว หรือ รัฐบาลไม่สามารถทำให้หนี้ลงมาได้ ก็มีโอกาสที่จะถูกปรับลดเครดิตได้ แต่ตอนนี้จะเห็นการคงไว้”นายดอน กล่าว

สำหรับเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน ยอมรับว่า ไม่ใช่เสือ หรือ หากเป็นเสือก็เป็นเสือที่ป่วยมาก คงไม่มีเขี้ยวเล็บอะไร โดยสมัยที่เป็นเสือตัวที่ 5 จีดีพีเติบโตได้ถึง 10% ปัญหาของไทย คือ เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เพราะทุกครั้งที่โดนวิกฤต อัตราการขยายตัวก็จะลงมาเรื่อยๆ เจอตั้งแต่ต้มยำกุ้ง และมาเจอวิกฤตการเงินโลกในปี 2008 สถานการณ์น้ำท่วม วิกฤตการเมือง โควิด และวิกฤตพลังงาน อัตราการขยายตัวก็ต่ำลงมาเรื่อยๆ และไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างประชากร หากไม่พูดถึงวิกฤต ศักยภาพเศรษฐกิจไทยต้องลงต่ำอยู่แล้ว

“10-20 ปีที่แล้วที่มอง เราโตได้ 5% สบายๆ แบบไม่ต้องทำอะไร แต่ว่าต่อไปนี้เราต่อได้ maximum ไม่เกิน 3% ตัวที่หายไปคือเรื่องประชากร กำลังแรงงานกำลังลดลง สมัยก่อนโตได้ด้วยกำลังแรงงานตัวนี้ประมาณ 2% ของอัตราการขยายตัว ตอนนี้กำลังแรงงานคือลดลง เพราะประชากรลดลง เด็กเกิดใหม่ก็น้อยลง และไม่ต้องพูดถึงโดนอะไรมากระทบ”นายดอน กล่าว

ขณะที่ด้านการลงทุน รัฐบาลตั้งเป้าเป็นปีแห่งการลงทุนมาหลายปี แต่ก็ไม่เคยเห็นเกิดขึ้น โดยตัวเลขการลงทุนไตรมาสแรกที่ออกมาดีนั้นหากทั้งปียังคงเทรนแบบนี้ได้ ก็มีหวังและอาจจะเห็นการเติบโตที่มากกว่า 3% หากมีแผนที่ชัดเจนและกระตุ้นการลงทุนได้จริง


Related Topics

Reported by

Pattraporn Kiattinant

Pattraporn Kiattinant

News Editor, efinanceThai