| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทั้งบวกและลบในวันอังคาร (26 พ.ค.) โดยดัชนี S&P 500 และแนสแดคปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากความเชื่อมั่นในกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งช่วยชดเชยความกังวลหลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งบดบังความหวังของการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 50,461.68 จุด ลดลง 118.02 จุด (-0.23%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,519.12 จุด เพิ่มขึ้น 45.65 จุด (+0.61%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,656.18 จุด เพิ่มขึ้น 312.21 จุด (+1.19%) บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่พุ่งแรงจากกระแส AI โดยเฉพาะหุ้น Micron ที่พุ่งแรง 19% หลังโบรกเกอร์ปรับราคาเป้าหมาย นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของบริษัท AI เอกชนรายใหญ่รวมถึง SpaceX คริส ซัคคาเรลลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Northlight Asset Management กล่าวว่า สำหรับผู้ที่อยู่ในวงการนี้มานาน การทะยานขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เราเห็นในปีนี้ชวนให้นึกถึงช่วงฟองสบู่ดอทคอมในช่วงปลายทศวรรษ 1990 จึงเป็นไปได้ว่า บทเรียนบางอย่างหลังจากฟองสบู่เทคโนโลยีแตกเมื่อกว่า 25 ปีที่แล้ว จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยหนุนจากถ้อยแถลงของ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งกล่าวว่าข้อตกลงกับเตหะรานเพื่อยุติความขัดแย้งอาจใช้เวลาไม่กี่วัน ขณะที่สำนักข่าวทาสนิมรายงานว่า อิหร่านเรียกร้องให้ปลดล็อกทรัพย์สินมูลค่า 24,000 ล้านดอลลาร์ที่ถูกอายัดในต่างประเทศ อดัม ซาร์ฮาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ 50 Park Investments กล่าวว่า “แม้ว่าเราจะยังไม่เห็นการสิ้นสุดของสงคราม แต่มีความเป็นไปได้สูงมากที่สถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางสันติในไม่ช้า” ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ฟิวเจอร์สพุ่งขึ้นประมาณ 4% ในวันอังคาร หลังจากกองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนว่า ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงยุติสงครามได้ในเร็ว ๆ นี้ รวมถึงกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้หรือไม่ ข้อมูลจาก LSEG เมื่อวันศุกร์ระบุว่า ฤดูกาลรายงานผลประกอบการใกล้จะสิ้นสุดลง คาดว่าอัตราการเติบโตของผลประกอบการในไตรมาสแรกจะอยู่ที่ 29% เมื่อเทียบเป็นรายปี เทียบกับ 16.1% ที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนที่แล้ว ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปิดพุ่งแรงจากกระแส AI นำโดยหุ้น Micron ที่ทะยานขึ้น 19% ส่งผลให้มาร์เก็ตแคปของบริษัทแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก หลังจากที่ UBS ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้นเป็น 1,625 ดอลลาร์ จากเดิม 535 ดอลลาร์ - หุ้น Qualcomm พุ่งขึ้นเกือบ 4.5% หลังจากบลูมเบิร์กรายงานว่า บริษัทได้บรรลุข้อตกลงกับ ByteDance ซึ่งเป็นเจ้าของ TikTok ในการจัดหาชิป ขณะที่หุ้น Marvell Technology ปิดพุ่ง 6% ส่งผลให้ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังบวกขึ้น 5.5% ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 18,850 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 18,710 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 2.47 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 627 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 90 ตัว - ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 3,078 ตัว และหุ้นลบ 1,785 ตัว โดยมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 1.72 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 42 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 1 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 185 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 70 ตัว ที่มา Reuters |