ไทย-อินโดฯ ปรับแผนระดมทุน เพิ่มยอดออกตราสารหนี้ระยะสั้น สู้ภัยเงินเฟ้อ-วิกฤตพลังงานโลก

รูป ไทย-อินโดฯ ปรับแผนระดมทุน เพิ่มยอดออกตราสารหนี้ระยะสั้น สู้ภัยเงินเฟ้อ-วิกฤตพลังงานโลก

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -28 พ.ค. 69 10:12 น.

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ไทยและอินโดนีเซีย สองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเพิ่มปริมาณการออกตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อรับมือกับแรงกดดันจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดลดน้อยลง

ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้เร่งเพิ่มการออกตั๋วเงินคลังสกุลเงินรูเปียห์ระยะสั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาพยุงค่าเงินรูเปียห์ ซึ่งทรุดตัวลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และกลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่ามากที่สุดในเอเชียในไตรมาสนี้ ขณะที่ไทย รัฐบาลกำลังพึ่งพาการออกตั๋วเงินคลังระยะสั้นมากขึ้นระหว่างเดินหน้าผลักดันแผนการกู้เงินฉุกเฉิน

การหันมาออกหลักทรัพย์ประเภทระยะสั้นเกิดขึ้นในขณะที่ความกังวลเรื่องแนวโน้มเงินเฟ้อ ซึ่งถูกซ้ำเติมจากวิกฤตพลังงาน นำไปสู่การเทขายพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุยาวทั่วโลกเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่า แม้การปรับกลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยให้ทั้งสองประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความยืดหยุ่นทางการเงินมากขึ้น แต่ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในการระดมทุนเพื่อชำระหนี้เดิม

จันเดรช เจน นักยุทธศาสตร์ด้านอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนจาก BNP Paribas ในสิงคโปร์ กล่าวว่า “ในขณะที่นักลงทุนกำลังเข้าซื้อตราสารหนี้ระยะสั้น ความต้องการพันธบัตรระยะยาวก็ปรับตัวลดลงในระดับหนึ่งด้วยเช่นกัน”

ยอดคงค้างรวมของตั๋วเงินคลังสกุลเงินรูเปียห์ของธนาคารกลางอินโดนีเซีย (SRBI) พุ่งขึ้น 126.7 ล้านล้านรูเปียห์ (7,100 ล้านดอลลาร์) เมื่อเดือนเม.ย. มากที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลง 2% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในเดือนเดียวกัน ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2024

ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนของตั๋วเงินคลัง SRBI อายุ 12 เดือน พุ่งขึ้นสู่ระดับ 6.76% ในการประมูลครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2025 และอยู่เหนือกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียอายุ 2 ปี ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 6.53%

นักวิเคราะห์ BNP Paribas ยังระบุว่า ตอนนี้ตลาดหันไปซื้อ SRBI มากกว่าพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซี เนื่องจากให้อัตราผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซีย โดยที่นักลงทุนไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาตราสารหนี้รุ่นอายุยาว

สำหรับไทย รัฐบาลได้อนุมัติมาตรการช่วยเหลือ ซึ่งรวมถึงการแจกเงินสดและเงินอุดหนุน ภายใต้แผนกู้เงินมูลค่า 400,000 ล้านบาท เพื่อคลี่คลายวิกฤตจากตะวันออกกลาง

ขณะที่นักยุทธศาสตร์ของ Citigroup ระบุเมื่อช่วงต้นเดือนพ.ค. ว่า การกู้เงินเพิ่มเติมสำหรับปีงบประมาณ 2026 มีแนวโน้มที่จะมาจากตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วเงินคลังแทนการออกพันธบัตรรัฐบาล โดยเพิ่มเติมว่า ตราสารหนี้ระยะสั้นเหล่านี้จะเข้าไปลดทอนความต้องการพันธบัตรรัฐบาลในภาพรวม

ข้อมูลล่าสุดของธนาคารกลางที่บลูมเบิร์กรวบรวมพบว่า มูลค่าคงค้างของตั๋วสัญญาใช้เงินยืนอยู่ที่ประมาณ 1.16 ล้านล้านบาท ณ สิ้นเดือนมี.ค. ใกล้เคียงกับระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2023

ก่อนหน้านี้ พันธบัตรระยะยาวของไทยได้ถูกเทขายออกไป เนื่องจากความกังวลด้านการคลังและเงินเฟ้อ ส่งผลให้ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี และ 10 ปี เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.10% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นส่วนต่างที่กว้างที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2022

ที่มา Bloomberg

ติดตามข้อมูล และข่าวสารอื่น ๆ ของ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" เพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news


Related Topics

Reporting by

Supak Hophungju

Supak Hophungju

Head of International News Department, efinanceThai