ดาวโจนส์ปิดลบ 280 จุด หลังซื้อขายผันผวน ก่อนบิ๊กเทคฯ ประกาศงบ

รูป ดาวโจนส์ปิดลบ 280 จุด หลังซื้อขายผันผวน ก่อนบิ๊กเทคฯ ประกาศงบ

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -30 เม.ย. 69 6:41: น.

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดไร้ทิศทางท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวนในวันพุธ (29 เม.ย.) จากหลายปัจจัยทั้งราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่หลังปิดตลาด

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 48,861.81 จุด ลดลง 280.12 จุด (-0.57%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,135.98 จุด ลดลง 2.82 จุด (-0.04%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 24,673.24 จุด เพิ่มขึ้น 9.44 จุด (+0.04%)

บรรยากาศการซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวนหลังเฟดออกแถลงการณ์หลังการประชุม ซึ่งเผยให้เห็นว่า ที่ประชุมเฟดเสียงแตกมากที่สุดในรอบ 34 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 1992 ประกอบกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยที่ประชุมมีมติ 8 ต่อ 4 คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ตามคาดการณ์ของตลาด

การประชุมนโยบายครั้งนี้มีแนวโน้มจะเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายภายใต้การนำของเจอโรม พาวเวลล์ ในฐานะประธานเฟด ซึ่งได้ให้คำมั่นในการแถลงข่าวในเวลาต่อมาว่าเขาจะยังคงดำรงตำแหน่งผู้ว่าการต่อไป

 

ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นหลังทำเนียบยืนยันรายงานที่ว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมสำหรับการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านนานออกไป ซึ่งบ่งชี้ถึงแรงกดดันต่ออุปทานน้ำมันที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซที่ยังถูกปิดกั้น

แมทธิว เคเตอร์ หุ้นส่วนจัดการของ Keator Group บริษัทบริหารความมั่งคั่ง กล่าวว่า ยิ่งความขัดแย้งในอิหร่านลากยาวออกไปและราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนของโลกยังคงอยู่ สถานการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้จ่าย ซึ่งจะสะท้อนผ่านผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในรอบถัดไป

ทางด้านเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งระบุว่า ทรัมป์ได้หารือกับผู้บริหารระดับสูงจาก Chevron และบริษัทพลังงานอื่น ๆ เพื่อพูดคุยถึงขั้นตอนที่เป็นไปได้เพื่อคลายความกังวลต่อตลาดน้ำมัน หากการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านยืดเยื้อต่อไปอีกหลายเดือน

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด ยอดสั่งซื้อสินค้าทุนพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดแผนการใช้จ่ายด้านทุนของภาคเอกชน พุ่งขึ้น 3.3% ในเดือนมี.ค. นับเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนมากที่สุดตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2020

ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม

- หุ้น Alphabet พุ่งขึ้นกว่า 3% ขณะที่ Amazon และ Microsoft ร่วงกว่า 3% และ Meta ดิ่งกว่า 6% ในการซื้อขายหลังปิดตลาด หลังรายงานผลประกอบการ

- ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย Philadelphia SE Semiconductor ปิดเพิ่มขึ้น 2.4% โดยปีนี้ ดัชนีบวกไปแล้ว 45.0%

- ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P 500 พบว่า กลุ่มพลังงานพุ่งนำตลาด จากราคาน้ำมันดิบที่ขยับขึ้น ขณะที่กลุ่มสาธารณูปโภคและกลุ่มวัสดุเป็นกลุ่มที่ปรับตัวลดลงมากที่สุด

- หุ้น Robinhood Markets ดิ่งลง 13.2% หลังจากบริษัทรายงานกำไรไตรมาสแรกต่ำกว่าคาด

- หุ้น Seagate พุ่งขึ้น 11.1% หลังเผยคาดการณ์ไตรมาสสี่ที่สดใส ขณะที่หุ้นกลุ่มอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลพุ่งขึ้นเช่นกัน โดย SanDisk และ Western Digital พุ่ง 6.2% และ 5.6% ตามลำดับ

- หุ้น Starbucks พุ่งขึ้น 8.5% หลังจากปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรประจำปี

- หุ้น Visa พุ่งขึ้น 8.3% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรตลอดทั้งปี

- หุ้น NXP Semiconductors ทะยานขึ้น 25.5% หลังจากรายงานแนวโน้มรายได้ในไตรมาสสอง สูงกว่าการคาดการณ์ของวอลล์สตรีท

ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย

- ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 16,370 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 17,810 ล้านหุ้นในช่วง 20 วันทำการ

- ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวก ในสัดส่วน 2.52 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 187 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 84 ตัว

- ตลาดหุ้นแนสแดค มีหุ้นบวก 1,474 ตัว และหุ้นลบ 3,347 ตัว คิดเป็นสัดส่วนหุ้นลบต่อหุ้นบวก 2.27 ต่อ 1 หุ้น

- ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 20 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 25 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดคมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 85 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 124 ตัว

ที่มา Reuters


Related Topics

Reporting by

Supak Hophungju

Supak Hophungju

Head of International News Department, efinanceThai