BBL เผยธุรกิจธนาคารช่วงที่เหลือของปีท้าทายมากขึ้น หลังความไม่แน่นอนสูง พร้อมประคองลูกค้าเต็มที่

รูป BBL เผยธุรกิจธนาคารช่วงที่เหลือของปีท้าทายมากขึ้น หลังความไม่แน่นอนสูง พร้อมประคองลูกค้าเต็มที่

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -7 พ.ค. 69 11:11 น.

BBL รับธุรกิจธนาคารในช่วงที่เหลือของปีนี้มีความท้าทาย ชี้ต้นทุนเพิ่มขึ้น-ความผันผวนของดอกเบี้ย-ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก เดินหน้าประคองลูกค้าให้ผ่านช่วงเศรษฐกิจเปราะบาง ส่วนเป้าหมายทางการเงินยังคงเดิม เผยสินเชื่อรวมปีนี้คาดโต 2-3% เน้นรายใหญ่-ระหว่างประเทศ พร้อมคุม NPL ให้ไม่ให้เกิน 3%

นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เปิดเผยว่า ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และ แรงกดดันจากสงครามที่ยังยืดเยื้อ ทำให้แนวโน้มธุรกิจธนาคารในช่วงที่เหลือของปีนี้จะเผชิญความท้าทายมากขึ้น ทั้งจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ความผันผวนของดอกเบี้ย และ ภารกิจสำคัญในการประคองลูกค้าให้ผ่านช่วงเศรษฐกิจเปราะบางไปให้ได้

อย่างไรก็ตาม ธนาคารประเมินว่า ในปี 2569 จะเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ล่าสุดทำให้มุมมองเปลี่ยนไปอย่างมาก ซึ่งก่อนเกิดสงครามหลายฝ่ายประเมินว่า ธนาคารกลางในหลายประเทศอาจทยอยลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เมื่อแรงกดดันเงินเฟ้อกลับมารุนแรงขึ้นจากปัจจัยสงคราม ทำให้บางประเทศเริ่มพิจารณาคงดอกเบี้ย หรือ แม้แต่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม

“ถ้าเป็นมุมมองก่อนหน้านี้ ทุกคนคิดว่าดอกเบี้ยจะลดต่อเนื่อง แต่พอเกิดสงคราม มุมมองก็เปลี่ยน บางประเทศอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อซึ่งแม้ว่า ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายอาจไม่ลดลงเหมือนที่คาด แต่ธนาคารยังจำเป็นต้องช่วยเหลือลูกค้า โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว”

สำหรับการช่วยเหลือลูกค้า อาจจะกดดันส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของธนาคารลดลง โดยปีนี้คาดอยู่ที่ 2.4%-2.5% แต่ผลกระทบน่าจะไม่รุนแรงเท่าที่เคยกังวลไว้ก่อนหน้านี้

ในขณะเดียวกัน รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยไตรมาส 1/69 ได้เข้ามาช่วยพยุงผลประกอบการในช่วงที่รายได้ดอกเบี้ยชะลอตัวลง โดยเฉพาะกำไรจากการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างสมดุลให้กับรายได้ของธนาคาร

“เหมือนมีตัวช่วยพยุงไว้ เวลาอัตราดอกเบี้ยลง แต่ก็มีรายได้ค่าธรรมเนียมจากพอร์ตลงทุน ที่ทำให้ธนาคารมีรายได้ส่วนนี้เข้ามาทำให้ภาพรวมยังรักษาความสมดุลได้”

ส่วนประเด็นการกำกับดูแลค่าธรรมเนียม (ค่าฟี) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการบังคับอัตราค่าธรรมเนียมใหม่ราว 15 รายการ มีประเด็นสำคัญ คือ การหารือร่วมกับธปท. มีความตั้งใจที่จะปรับปรุงเรื่องค่าธรรมเนียม โดยมีการพูดคุยหารือกันระหว่างธนาคาร และ สมาคมธนาคารไทยอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่การบังคับฝ่ายเดียว ซึ่งการปรับลดค่าธรรมเนียมในครั้งนี้จะเน้นไปที่กลุ่ม SME เป็นหลัก เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ในขณะเดียวกันการปรับตัวของธนาคาร โดยธนาคารพาณิชย์ตระหนักดีว่าต้องทำให้องค์กรลีนขึ้น และ ต้องหาช่องทางรายได้จากค่าธรรมเนียมใหม่ ๆ ผ่านการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากขึ้น

ในส่วนของธุรกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซียยังมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง แม้ค่าเงินยังอ่อนค่าและมีแรงกดดันจากเงินเฟ้อ แต่ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติ และ เป็นผู้ผลิตน้ำมันยังมีโอกาสได้อานิสงส์จากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับเป้าหมายทางการเงินโดยรวมปีนี้ ธนาคารยังคงเป้าหมายเดิม และ ยังไม่คิดปรับเป้าหมายธุรกิจในเวลานี้ แม้ครึ่งปีหลังจะยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยสินเชื่อธนาคารตั้งเป้าขยายตัวที่ 2-3% ซึ่งเน้นไปที่สินเชื่อรายใหญ่ และ สินเชื่อระหว่างประเทศ

ส่วนคุณภาพสินทรัพย์สถานการณ์หนี้ที่มิก่อให้เกิดรายได้(NPL) ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ คือ 3.1% และ ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารที่ไม่ให้เกิน 3% ซึ่งธนาคารไม่ได้กังวลมาก และ ยังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้ โดยธนาคารยังเดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้ และ ช่วยเหลือลูกค้าตามระดับความรุนแรงของปัญหาเพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นปัญหาเชิงระบบในระยะยาว ซึ่งธนาคารจะให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสมเพื่อให้ลูกค้าก้าวข้ามผ่านช่วงนี้ไปให้ได้

ทางด้านการตั้งสำรองนั้น เป็นเรื่องของวินัยทางการเงิน และ จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยธนาคารคาดว่า ในระยะข้างหน้าธนาคารจะมีการตั้งสำรองมากขึ้น ซึ่งในยามที่ธนาคารมีกำไร ก็ต้องกันสำรองไว้ก่อน เพื่อรองรับทั้งความเสี่ยง และ ความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต


Related Topics

Reported by

Koranat Ploysawat

Koranat Ploysawat

Senior Reporter, efinanceThai