บล.ไพน์ เวลท์ฯ ตั้งเป้า AUA ปีนี้ 3 หมื่นลบ. รุกลูกค้า High Net Worth ชูทองคำน่าสนใจให้เป้า 5,700 เหรียญ

รูป บล.ไพน์ เวลท์ฯ ตั้งเป้า AUA ปีนี้ 3 หมื่นลบ. รุกลูกค้า High Net Worth ชูทองคำน่าสนใจให้เป้า 5,700 เหรียญ

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -3 เม.ย. 69 13:12 น.

บล.ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น ตั้งเป้า AUA ปีนี้ 3 หมื่นลบ. กำไรโต 40% จากฐานต่ำ - รุกลูกค้ากลุ่ม High Net Worth โดยเฉพาะ The Pinnacle Pines หรือ ระดับ 100 ลบ. หวังเกิน 200 รายปีนี้ มองภาพการลงทุนปีนี้ แนะนำการลงทุนแบบเน้นลดความผันผวนของพอร์ตกลยุทธ์ Inflation Hedge ชูทองคำเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ และมองกรอบสูงสุดปีนี้ที่ 5,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์


นายพงศกร พูนพิเชฐธรรม กรรมการผู้จัดการ และนายปิยะทัศน์ พาโสมนัสสกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น จำกัด เปิดเผยในงานสัมภาษณ์กลุ่มถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ และทิศทางในช่วงไตรมาส 2/69 โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้


ตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้การให้คำแนะนำ (AUA) ปีนี้ 30,000 ล้านบาท คาดกำไรในปีนี้เติบโต 40% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิเติบโตขึ้น 44% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากฐานต่ำ นอกจากนี้ยังเปิดตัวแนวคิด ‘Life Style Privilege’ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่คัดสรรมาเป็นพิเศษสำหรับกลุ่มลูกค้าคนสำคัญ


โดยมอบเอกสิทธิ์ระดับโลกสำหรับลูกค้ากลุ่ม The Pinnacle Pines (สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 100 ล้านบาทขึ้นไป) กับสิทธิ์การถือครองบัตรเครดิต American Express® Platinum Card โดยทาง Pine Wealth จะสนับสนุนค่าธรรมเนียมบัตรรายปีคืนกลับให้ลูกค้าในรูปแบบหน่วยลงทุน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มพูนความมั่งคั่งควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าในกลุ่มนี้ให้เติบโตกว่า 200 รายภายในปีนี้


นอกจากนี้ สำหรับกลุ่ม Canopy Pines (สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 50 ล้านบาทขึ้นไป) และ Sapling Pines (สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 10 ล้านบาทขึ้นไป) ที่มีความหลงใหลในความเร็วและยนตรกรรม บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำอย่าง Target Car Center ผู้นำเข้ารถซูเปอร์คาร์ระดับพรีเมียม มอบส่วนลดพิเศษและสิทธิประโยชน์ด้านการเช่า รวมถึงการบำรุงรักษาแบบครบวงจรสูงสุดถึง 15% พร้อมกิจกรรม Exclusive Workshop ให้ความรู้เจาะลึกเรื่องยนตรกรรมระดับโลก เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และแพชชั่นของลูกค้าอย่างแท้จริง


มุมมองการลงทุนไตรมาส 2/69 ปัญหาความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ยังกดดัน

บรรยากาศการลงทุนในไตรมาส 2 เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาส 1/69 โดยมีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นตัวแปรหลัก โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้ตลาดการเงินโลกอย่างรวดเร็ว ซึ่งยังให้น้ำหนักในประเด็นความเสี่ยงในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและห่วงโซ่อุปทานพลังงานในวงกว้าง


"ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นสร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก จากเดิมวงจรดอกเบี้ยเริ่มขาลงและถึงจุดสิ้นสุด แต่ในกรณีนี้ เงินเงินเพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานและอาจจะทรงตัวระดับสูงเป็นเวลานาน" นายปิยะทัศน์กล่าว


อีกทั้งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ Valuation ของตลาดหุ้นอยู่ในระดับแพงโดยมี Upside ที่จำกัดเมื่อเทียบกับช่วงปี 2024 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของดอกเบี้ยนโยบายขาลง เป็นผลให้นักลงทุนมีการปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงอย่างรวดเร็วในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ ตลาดต้องปรับมุมมองและความคาดหวังต่ออัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยนโยบายใหม่ โดยคาดว่าดอกเบี้ยนโยบายอาจไม่ปรับลงภายในปีนี้


กลยุทธ์การลงทุน Inflation Hedge ชูทองคำเด่น


คำแนะนำลงทุน ยังคงคำแนะนำลงทุนในลักษณะลดความผันผวนของพอร์ตภายใต้กลยุทธ์ Inflation Hedge ยกตัวอย่างเช่น การพิจารณาว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคใดได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น หรือตลาดหุ้นใดมีสัดส่วนของหุ้นในอุตสาหกรรมพลังงานอยู่มาก และกลุ่มดังกล่าวถูกปรับประมาณการกำไรขึ้น นั่นหมายความว่าตลาดหุ้นนั้นมีแนวโน้มได้รับผลกระทบเชิงลบจากราคาพลังงานอย่างจำกัด


อย่างไรก็ดี พอร์ตการลงทุนปีนี้ ควรให้น้ำหนัก “กระจายความเสี่ยง” เป็นหลัก และเลือกกองทุนที่มีการกระจายตัวเหมาะสมกับเป้าหมายและระยะเวลา โดยในระยะสั้นผู้ลงทุนควรหลีกเลี่ยงกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนแบบกระจุกตัวสูง ควบคู่ไปกับการมองหาตลาดการลงทุนที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว และมี Valuation ที่ถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยกตัวอย่างเช่น หุ้นในกลุ่มประเทศแถบลาตินอเมริกา เป็นต้น


นอกจากนี้ สินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets) ยังเป็นเครื่องมือช่วยลดความผันผวนของพอร์ต ยกตัวอย่างเช่น สินทรัพย์ในกลุ่ม Commodity อย่างทองคำยังเป็นทางเลือกที่มีความเหมาะสม


โดยประเมินกรอบเป้าหมายของราคาทองคำในปี 69 ไว้ที่ 5,500 - 5,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนแนวรับประเมิน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เทียบกับราคาทองคำ ณ สิ้นเดือนมีนาคม คิดเป็น Upside ราว +17.8% ถึง +22.1% ตามลำดับ


ขณะที่สินทรัพย์การลงทุนกลุ่ม Private Assets ยังคงมุมมองเชิงบวกพิเศษต่อกลุ่ม Private Infrastructure โดยเฉพาะกลุ่ม Utility ซึ่งมีความต้องการใช้งานสูงจากการลงทุน Data Center และ Theme ความมั่นคงด้านพลังงาน ส่วนหุ้นไทยยังมีมุมมองกรอบแนวต้าน 1,400 -1,450 จุด 1,300 จุด


Related Topics

Editing by

Chutima Apichaisuksakul

Chutima Apichaisuksakul

Senior Reporter, efinanceThai