| SCGD คาด Q2/69 รายได้ทรงตัว ห่วงพิษสงครามกระทบดีมานด์ จ่อปรับขึ้นราคาสินค้า 3-5% หลังต้นทุนพลังงานพุ่ง 20-40% พร้อมรวมศูนย์สายการผลิตในไทย คาดแล้วเสร็จไตรมาส 3/70 นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD เปิดเผยในงานแถลงข่าว “ผลการดาเนินงานของบริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จา กัด (มหาชน) หรือ SCG Decor (SCGD) ไตรมาสที่ 1 ประจำปี 69” โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ บริษัทคาดแนวโน้มรายได้ในช่วงไตรมาส 2/69 จะใกล้เคียงกับงวดไตรมาส 1/69 ที่มีรายได้ 5,552 ล้านบาท และกำไร 247 ล้านบาท เพราะเป็นช่วงที่ได้รับแรงสนับสนุนจากการเร่งกิจกรรมก่อสร้างเพิ่มขึ้นก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งช่วยหนุนความต้องการในภาคการก่อสร้างและวัสดุตกแต่ง อย่างไรก็ตามหากมีผลกระทบจากสงครามในช่วงปลายไตรมาสก็อาจส่งผลให้ผลการดำเนินงานให้ชะลอตัวเล็กน้อย สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าธุรกิจจะได้ผลกระทบในวงจำกัด และมีปริมาณส่งออกไปตะวันออกกลางน้อยกว่า 1% แต่ SCGD ยังคงดำเนินมาตรการเชิงรุกในการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานเพื่อให้มีผลกระทบต่อธุรกิจน้อยที่สุด ประเมินผลกระทบด้านต้นทุนพลังงานต่อตลาดหลักๆอย่างในประเทศไทย เวียดนาม และอินโดนีเซียยังบริหารจัดการได้ ส่วนตลาดในประเทศฟิลิปปินส์คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด "ปัจจัยเดียวที่น่าเป็นห่วงตอนนี้คือ ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงตามต้นทุนของราคาพลังงาน ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะกดดันดีมานด์มากน้อยขนาดไหน ซึ่งบริษัทก็จะต้องปรับการผลิตให้สอดคล้องกับดีมานด์ในอนาคต" นายนำพล กล่าว บริษัทเตรียมปรับราคาขายสินค้าเพิ่มขึ้น 3-5% เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังจากในช่วงที่ผ่านมาต้นทุนด้านพลังงานและไฟฟ้าปรับตัวเพิ่มขึ้น 20-40% โดยเฉพาะจากราคาก๊าซ LNG ที่บริษัทได้ดำเนินการซื้อมาจากกลุ่ม ปตท. อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงงบลงทุนรวมปีนี้ไว้ประมาณ 2,500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนหลักๆในโครงการขยายกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนในประเทศเวียดนาม และเงินลงทุนในประเทศไทยปีนี้ประมาณ 400 ล้านบาท นอกจากนี้ปีนี้บริษัทมีแผนชะลอการลงทุนโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตกระเบื้องในเวียดนามใต้ โดยแบ่งไปลงทุนโครงการในภาคเหนือของเวียดนามแทน ส่วนของประเทศไทยก็มีการชะลอการลงทุนทั้งหมดผ่านการโยกเงินลงทุน รวมถึงมีการย้ายสายการผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลนจาก 4 โรงงาน เข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกันเหลือจำนวน 2 โรงงาน หรือที่เรียกว่ารวมศูนย์สายการผลิตเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มสายการผลิตใหม่เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร โดยคาดแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/70 "ด้วยกลยุทธ์การดำเนินงานและการลงทุนของ SCGD บริษัทสามารถสะท้อนฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดกว่า 9 พันล้านบาท ขณะที่โครงสร้างหนี้สินยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม ด้วยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA คงอยู่ที่ 1.1 เท่า ทั้งนี้บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดลำดับความสำคัญของงบลงทุน ควบคู่กับการมุ่งเน้นการลงทุนที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว" นายนำพล กล่าว |