ตลาดห่วงนโยบายการคลังญี่ปุ่น-จับตาแรงกดดันตลาดพันธบัตร เสี่ยงดันยีลด์โลกพุ่ง

รูป ตลาดห่วงนโยบายการคลังญี่ปุ่น-จับตาแรงกดดันตลาดพันธบัตร เสี่ยงดันยีลด์โลกพุ่ง

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -18 พ.ค. 69 21:19 น.

ญี่ปุ่นกำลังเผชิญแรงกดดันด้านนโยบายการคลังมากขึ้นจากข้อถกเถียงเรื่องการลดภาษีบริโภค และท่าทีการคลังที่ผ่อนคลายเกินไปภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งเริ่มส่งผลต่อมุมมองของตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น หรือ JGB ที่อาจเผชิญแรงขายและดันยีลด์ระยะยาวให้สูงขึ้น หากความกังวลเรื่องรายได้รัฐและการกู้ยืมขยายตัวรุนแรงขึ้น

ประเด็นนี้ไม่ได้กระทบเพียงญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผ่านไปยังตลาดบอนด์โลก รวมถึงพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ผ่านกลไกการไหลของเงินทุนและการปรับพอร์ตของนักลงทุนสถาบัน เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นปรับขึ้น นักลงทุนทั่วโลกอาจต้องทบทวนระดับผลตอบแทนที่เหมาะสมของตราสารหนี้ในประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ ส่งผลให้สินทรัพย์ทั่วโลกเผชิญแรงกดดันด้าน valuation มากขึ้น

OECD เตือนหนี้สาธารณะญี่ปุ่นอยู่ในระดับสูงมาก

องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ระบุในการประเมินเศรษฐกิจญี่ปุ่นเมื่อวันพุธว่า ญี่ปุ่นยังมีความท้าทายด้านความยั่งยืนทางการคลังในระยะกลาง โดยหนี้สาธารณะขั้นต้นอยู่ราว 206% ของ GDP ในปี 2024 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในกลุ่ม OECD

OECD ยังมองว่าอัตราภาษีบริโภค 10% ของญี่ปุ่นยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับสมาชิก OECD อื่น ๆ และเสนอให้ญี่ปุ่นพึ่งพาภาษีบริโภคเป็นฐานรายได้หลัก เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้ฐานะการคลังของรัฐในระยะยาว ข้อเสนอเช่นนี้สะท้อนมุมมองว่าญี่ปุ่นจำเป็นต้องรักษาวินัยทางการคลังมากกว่าการใช้นโยบายลดภาษีเพื่อกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น

ภาษีบริโภคกับความเสี่ยงต่อ JGB

รายงานของ OECD ประเมินว่า หากญี่ปุ่นปรับขึ้นภาษีบริโภคทีละ 1 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี จนถึง 18% จะช่วยปรับดุลงบประมาณต่อ GDP ดีขึ้นราว 3 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่หากรัฐบาลเลือกเดินหน้าลดภาษีบริโภคตามแนวทางที่ทาคาอิจิสนับสนุน ก็อาจทำให้รายได้รัฐลดลง และเพิ่มแรงกดดันต่อการออกพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุล

ในมุมของตลาดการเงิน การขยายตัวของภาระการคลังเช่นนี้มักทำให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง ส่งผลให้ ยีลด์ JGB ระยะยาว ขยับขึ้น และเมื่อยีลด์ญี่ปุ่นสูงขึ้นต่อเนื่อง แรงส่งผ่านไปยังตลาดบอนด์โลกก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพคล่องโลกยังอ่อนไหวต่อข่าวสารด้านนโยบายการเงินและการคลัง

ผลต่อบอนด์โลก หุ้น และทองคำ

บทความชี้ว่า ความกังวลต่อการขยายตัวทางการคลังของญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุนให้ยีลด์ระยะยาวของญี่ปุ่นปรับสูงขึ้น และอาจสร้างแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก นักลงทุนทั่วโลกจึงต้องประเมินพอร์ตใหม่ เพราะผลตอบแทนที่สูงขึ้นในญี่ปุ่นอาจดึงเงินทุนกลับประเทศ และกดดันบอนด์ตลาดพัฒนาแล้วอื่น ๆ รวมถึงพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

สำหรับตลาดหุ้น การที่ยีลด์โลกขยับขึ้นอาจกดดันหุ้นที่มี valuation สูง และหุ้นที่พึ่งพากระแสเงินสดระยะยาว เนื่องจากอัตราคิดลดที่สูงขึ้นทำให้มูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคตลดลง ขณะที่นักลงทุนในตลาดไทยต้องจับตาผลกระทบผ่านค่าเงิน กระแสเงินทุน และ sentiment ของนักลงทุนต่างชาติเป็นหลัก มากกว่าจะมองเฉพาะข่าวการเมืองญี่ปุ่นโดยตรง

ส่วนทองคำ ยีลด์ระยะยาวที่สูงขึ้นอาจลดความน่าสนใจของสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ย แต่หากตลาดเริ่มกังวลว่าความเสี่ยงการคลังจะลามไปสู่สินทรัพย์เสี่ยงและทำให้ความผันผวนเพิ่มขึ้น ทองคำก็อาจกลับมาได้อานิสงส์ในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ขณะที่พอร์ตตราสารหนี้ระยะยาวอาจเผชิญความผันผวนมากขึ้นหากทิศทางยีลด์โลกยังเป็นขาขึ้น

ประเด็นที่นักลงทุนควรจับตา

  • ทิศทางนโยบายการคลังของญี่ปุ่น โดยเฉพาะแนวโน้มการลดหรือคงภาษีบริโภค
  • การเคลื่อนไหวของยีลด์ JGB ระยะยาว ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังตลาดบอนด์โลก
  • ผลต่อ U.S. Treasurys และบอนด์พัฒนาแล้ว หากเงินทุนไหลกลับญี่ปุ่น
  • แรงกระทบต่อหุ้นที่มี valuation สูง และสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
  • ผลต่อค่าเงิน กระแสเงินทุน และตลาดหุ้นไทย ผ่าน sentiment ของนักลงทุนต่างชาติ
  • บทบาทของทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงหากความผันผวนในตลาดบอนด์เพิ่มขึ้น

โดยสรุป ความกังวลการคลังของญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเพียงประเด็นภายในประเทศ แต่เป็นตัวแปรสำคัญที่อาจเปลี่ยนทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดโลก นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งนโยบายภาษี ภาระหนี้ และแรงส่งผ่านของเงินทุนอย่างใกล้ชิด เพราะความเคลื่อนไหวของ JGB ในรอบนี้อาจกลายเป็นแรงกระเพื่อมสำคัญต่อทั้งบอนด์ หุ้น และทองคำในวงกว้าง


Related Topics

Reported by

efin Reporter

efin Reporter