13 May 2026 12:12TATG รายงานผลการดำเนินงาน Q1/69 กวาดรายได้รวม 611 ลบ. กำไรพุ่ง 37% โตสวนกระแสอุตสาหกรรมยานยนต์TATG รายงานผลการดำเนินงาน Q1/69 กวาดรายได้รวม 611 ลบ. กำไรพุ่ง 37% โตสวนกระแสอุตสาหกรรมยานยนต์Translatestar_borderModal Upgrade PackageefinAI สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -13 พ.ค. 69 12:12 น. TATG รายงานผลการดำเนินงาน Q1/69 กวาดรายได้รวม 611 ลบ. กำไรพุ่ง 37% โตสวนกระแสอุตสาหกรรมยานยนต์บมจ. ไทย ออโต ทูลส์ แอนด์ ดาย (TATG) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 กวาดรายได้รวม 611.32 ลบ. ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยังคงรักษาอัตราการทำกำไรได้ดีที่ 18.23 ลบ. เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 36.86% โตสวนกระแสอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป หวังดีมานด์โดยรวมกลับมาปรับตัวดีขึ้น จากแรงหนุนด้านความต้องการของผู้เปิดใจในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า และมาตรการสนับสนุนต่างๆ จากภาครัฐ รวมถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย ด้าน AI Automation จะเข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพในการผลิต ช่วยเพิ่มอัตราการทำกำไรให้สูงขึ้น ส่งให้อุตสาหกรรมยานยนต์กลับมาคึกคักได้อีกครั้งดร.พยุง ศักดาสาวิตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทย ออโต ทูลส์ แอนด์ ดาย จำกัด (มหาชน) หรือ TATG ผู้ออกแบบและผลิตเครื่องมือสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ (Tooling) ครอบคลุมถึงการออกแบบและผลิตแม่พิมพ์สำหรับปั๊มขึ้นรูปโลหะ (Stamping Dies) อุปกรณ์จับยึดเพื่อการตรวจสอบ (Checking Fixtures) อุปกรณ์จับยึดเพื่อการประกอบ (Assembly Jigs) และผลิตชิ้นส่วนรถยนต์แบบปั๊มขึ้นรูปโลหะ (Automotive Press Parts) แบบ One Stop Service เปิดเผยผลการดำเนินงานของ TATG ในงวดไตรมาส 1/69 บริษัทฯ มีรายได้รวมจำนวน 611.32 ล้านบาท ปรับตัวลดลงเล็กน้อยร้อยละ 9.64 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการหดตัวของรายได้ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ คิดเป็นร้อยละ 8.49 และรายได้ธุรกิจออกแบบผลิตเครื่องมือ คิดเป็นร้อยละ 20.39 ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากการชะลอตัวของกลุ่มลูกค้ารถยนต์สันดาปและรถกระบะ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า และมาตรการสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อและปริมาณคำสั่งซื้อในตลาดโดยรวมปรับตัวลดลงขณะเดียวกัน บริษัทฯ สามารถรักษาระดับการทำกำไรสุทธิได้ที่ 18.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 4.91 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 36.86 โดยปัจจัยหลักมาจากการบริหารจัดการ โครงสร้างต้นทุนและค่าใช้จ่ายดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้นทุนขาย ต้นทุนบริการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจากการประเมินภาพรวมกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ในไตรมาส 1/69 จะเห็นได้ว่ามีการปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 โดยส่วนหนึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากงาน Bangkok International Motor Show และการเร่งการผลิตเพื่อส่งออก ทั้งนี้กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ยังคงเป็นดาวเด่นเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมาตรการ EV 3.5 ยังคงมีผลบังคับใช้จนถึงสิ้นปี 2570 โดยใน ปี 2569 นี้ เงื่อนไขการผลิตชดเชยจะเข้มงวดขึ้นเป็นอัตรา 1:2 (นำเข้า 1 คัน ต้องผลิตในไทย 2 คัน) ทั้งนี้ยังคงมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าจากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นในหลายๆประเทศ รวมถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ถดถอยมาก่อนหน้าแล้วนั้น ส่งผลกระทบโดยตรงให้ผู้บริโภคหันมาสนใจกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และ รถยนต์ Hybrid (HEV) เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งนี้ตามรายงานของสภาอุตสาหกรรมชี้ให้เห็นว่า Segment ของรถกระบะ (PPV) ยังคงเผชิญกับความท้าทาย จากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงและความเข้มงวดของสินเชื่อ ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปจึงส่งผลต่อ กลุ่มรถกระบะ (PPV) และรถยนต์สันดาป (ICE) เดิมที่อยู่ในช่วงการปรับตัวอย่างหนักภายใต้การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโดย ดร.พยุง กล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ภาพรวมและทิศทางต่างๆ ในปี 2569 จะไม่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมากนัก แต่ถึงอย่างไรกำลังซื้อและความต้องการด้านการใช้งานรถยนต์ก็ยังมีความจำเป็น และมีดีมานด์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัจจัยเชิงบวกที่มีผลต่อการเติบโตของบริษัทฯ ในอนาคต ก็ยังเป็นแรงหนุนได้เป็นอย่างดี ได้แก่ 1) การเข้ามาของเทคโนโลยี AI Automation ในการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และลดการสูญเสียในระบบการผลิต ทำให้บริษัทฯ สามารถรักษาอัตรากำไร (Margin) ได้ดีแม้ในสภาวะที่ราคาวัตถุดิบมีการผันผวน 2) ปัจจัยจากทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายภาครัฐ ที่สนับสนุนให้รถยนต์นั่งแบบไฟฟ้า (BEV) และรถยนต์นั่งแบบ Hybrid (HEV) เป็น Segment หลักที่ขยายตัวอย่างชัดเจน จากความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงการสนับสนุนให้มีการใช้การผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ ยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสในการแข่งขันในตลาดได้มากขึ้นทั้งนี้ด้วยศักยภาพในการบริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) ของกลุ่มบริษัท ไทย ออโต ทูลส์ นั้น ยังคงสามารถรักษามาตรฐานในการให้บริการ และรักษาฐานลูกค้าหลักได้อย่างเหนียวแน่น ส่งผลให้กลุ่มบริษัทฯ ยังคงแข่งขันได้แม้ในสภาวะของการเปลี่ยนถ่ายของอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เป็นอย่างดี พร้อมไปต่อเดินหน้าธุรกิจ มุ่งสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมแม่พิมพ์โลหะ อุปกรณ์จับยึด และชิ้นส่วนยานยนต์ในภูมิภาคเอเชีย ด้วยความเชี่ยวชาญ และขีดความสามารถในการแข่งขันเหนือคู่แข่ง ดันเป้าหมายรายได้ในปี 2569 ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง efinAIRelated Topicsข่าวเด็ดบจ.
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -13 พ.ค. 69 12:12 น. TATG รายงานผลการดำเนินงาน Q1/69 กวาดรายได้รวม 611 ลบ. กำไรพุ่ง 37% โตสวนกระแสอุตสาหกรรมยานยนต์บมจ. ไทย ออโต ทูลส์ แอนด์ ดาย (TATG) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 กวาดรายได้รวม 611.32 ลบ. ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยังคงรักษาอัตราการทำกำไรได้ดีที่ 18.23 ลบ. เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 36.86% โตสวนกระแสอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป หวังดีมานด์โดยรวมกลับมาปรับตัวดีขึ้น จากแรงหนุนด้านความต้องการของผู้เปิดใจในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า และมาตรการสนับสนุนต่างๆ จากภาครัฐ รวมถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย ด้าน AI Automation จะเข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพในการผลิต ช่วยเพิ่มอัตราการทำกำไรให้สูงขึ้น ส่งให้อุตสาหกรรมยานยนต์กลับมาคึกคักได้อีกครั้งดร.พยุง ศักดาสาวิตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทย ออโต ทูลส์ แอนด์ ดาย จำกัด (มหาชน) หรือ TATG ผู้ออกแบบและผลิตเครื่องมือสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ (Tooling) ครอบคลุมถึงการออกแบบและผลิตแม่พิมพ์สำหรับปั๊มขึ้นรูปโลหะ (Stamping Dies) อุปกรณ์จับยึดเพื่อการตรวจสอบ (Checking Fixtures) อุปกรณ์จับยึดเพื่อการประกอบ (Assembly Jigs) และผลิตชิ้นส่วนรถยนต์แบบปั๊มขึ้นรูปโลหะ (Automotive Press Parts) แบบ One Stop Service เปิดเผยผลการดำเนินงานของ TATG ในงวดไตรมาส 1/69 บริษัทฯ มีรายได้รวมจำนวน 611.32 ล้านบาท ปรับตัวลดลงเล็กน้อยร้อยละ 9.64 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการหดตัวของรายได้ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ คิดเป็นร้อยละ 8.49 และรายได้ธุรกิจออกแบบผลิตเครื่องมือ คิดเป็นร้อยละ 20.39 ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากการชะลอตัวของกลุ่มลูกค้ารถยนต์สันดาปและรถกระบะ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า และมาตรการสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อและปริมาณคำสั่งซื้อในตลาดโดยรวมปรับตัวลดลงขณะเดียวกัน บริษัทฯ สามารถรักษาระดับการทำกำไรสุทธิได้ที่ 18.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 4.91 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 36.86 โดยปัจจัยหลักมาจากการบริหารจัดการ โครงสร้างต้นทุนและค่าใช้จ่ายดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้นทุนขาย ต้นทุนบริการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจากการประเมินภาพรวมกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ในไตรมาส 1/69 จะเห็นได้ว่ามีการปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 โดยส่วนหนึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากงาน Bangkok International Motor Show และการเร่งการผลิตเพื่อส่งออก ทั้งนี้กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ยังคงเป็นดาวเด่นเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมาตรการ EV 3.5 ยังคงมีผลบังคับใช้จนถึงสิ้นปี 2570 โดยใน ปี 2569 นี้ เงื่อนไขการผลิตชดเชยจะเข้มงวดขึ้นเป็นอัตรา 1:2 (นำเข้า 1 คัน ต้องผลิตในไทย 2 คัน) ทั้งนี้ยังคงมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าจากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นในหลายๆประเทศ รวมถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ถดถอยมาก่อนหน้าแล้วนั้น ส่งผลกระทบโดยตรงให้ผู้บริโภคหันมาสนใจกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และ รถยนต์ Hybrid (HEV) เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งนี้ตามรายงานของสภาอุตสาหกรรมชี้ให้เห็นว่า Segment ของรถกระบะ (PPV) ยังคงเผชิญกับความท้าทาย จากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงและความเข้มงวดของสินเชื่อ ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปจึงส่งผลต่อ กลุ่มรถกระบะ (PPV) และรถยนต์สันดาป (ICE) เดิมที่อยู่ในช่วงการปรับตัวอย่างหนักภายใต้การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโดย ดร.พยุง กล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ภาพรวมและทิศทางต่างๆ ในปี 2569 จะไม่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมากนัก แต่ถึงอย่างไรกำลังซื้อและความต้องการด้านการใช้งานรถยนต์ก็ยังมีความจำเป็น และมีดีมานด์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัจจัยเชิงบวกที่มีผลต่อการเติบโตของบริษัทฯ ในอนาคต ก็ยังเป็นแรงหนุนได้เป็นอย่างดี ได้แก่ 1) การเข้ามาของเทคโนโลยี AI Automation ในการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และลดการสูญเสียในระบบการผลิต ทำให้บริษัทฯ สามารถรักษาอัตรากำไร (Margin) ได้ดีแม้ในสภาวะที่ราคาวัตถุดิบมีการผันผวน 2) ปัจจัยจากทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายภาครัฐ ที่สนับสนุนให้รถยนต์นั่งแบบไฟฟ้า (BEV) และรถยนต์นั่งแบบ Hybrid (HEV) เป็น Segment หลักที่ขยายตัวอย่างชัดเจน จากความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงการสนับสนุนให้มีการใช้การผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ ยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสในการแข่งขันในตลาดได้มากขึ้นทั้งนี้ด้วยศักยภาพในการบริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) ของกลุ่มบริษัท ไทย ออโต ทูลส์ นั้น ยังคงสามารถรักษามาตรฐานในการให้บริการ และรักษาฐานลูกค้าหลักได้อย่างเหนียวแน่น ส่งผลให้กลุ่มบริษัทฯ ยังคงแข่งขันได้แม้ในสภาวะของการเปลี่ยนถ่ายของอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เป็นอย่างดี พร้อมไปต่อเดินหน้าธุรกิจ มุ่งสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมแม่พิมพ์โลหะ อุปกรณ์จับยึด และชิ้นส่วนยานยนต์ในภูมิภาคเอเชีย ด้วยความเชี่ยวชาญ และขีดความสามารถในการแข่งขันเหนือคู่แข่ง ดันเป้าหมายรายได้ในปี 2569 ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง