| ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ขู่อิหร่านเมื่อวันอาทิตย์ (17 พ.ค.) ให้เร่งดำเนินการเจรจาข้อตกลง มิฉะนั้นอาจต้องเผชิญกับผลลัพธ์ครั้งใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกเช้านี้บวกกว่า 1% ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่า “เวลาสำหรับอิหร่านใกล้หมด และควรเร่งดำเนินการโดยเร็ว มิฉะนั้น จะไม่เหลืออะไรเลย เวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด” โดยทรัมป์ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าผลลัพธ์ดังกล่าวคืออะไร หรือคาดหวังให้อิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขใดเพื่อหลีกเลี่ยงผลที่จะตามมา ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ส่งผลให้สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ เพิ่มขึ้น 2.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (+1.85%) อยู่ที่ 110.72 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนสัญญาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้น 2.33 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (+2.21%) แตะที่ 107.75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เช้านี้ การเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านขณะนี้อยู่ในช่วงชะงักงัน นับตั้งแต่มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเมื่อต้นเดือนเม.ย. โดยสหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซมาตั้งแต่ช่วงที่ความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้น อย่างไรก็ตาม คำขู่ดังกล่าวไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ใช้การข่มขู่อิหร่านผ่านสื่อออนไลน์ โดยก่อนที่จะมีการหยุดยิงในเดือนเม.ย. ก่อนหน้านั้นเมื่อเดือนเม.ย. ทรัมป์โพสต์ว่า อารยธรรมทั้งหมดจะล่มสลายลง เว้นแต่อิหร่านจะยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน การปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญ ได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และผลักดันให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น โดยข้อมูลจาก AAA ระบุว่า ราคาน้ำมันเฉลี่ยในสหรัฐฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อยู่ที่ 4.51 ดอลลาร์ต่อแกลลอน สำหรับข้อเรียกร้องในปัจจุบัน สหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์และเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่อิหร่านต้องการให้ชดใช้ค่าปฏิกรรมสงคราม ยุติการปิดล้อมท่าเรือและการสู้รบในทันที ซึ่งรวมถึงสถานการณ์ในเลบานอนด้วย ขณะที่ความเคลื่อนไหวฝั่งอิสราเอลและเลบานอน ล่าสุดทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 45 วัน ในการเจรจาที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 พ.ค.) โดยมีสหรัฐฯ เป็นคนกลาง เพื่อบรรเทาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน พร้อมทั้งมีการทำข้อตกลงเพื่อจัดการประชุมร่วมกันในสัปดาห์ต่อไป ที่มา CNBC และ Reuters |