ดาวโจนส์ปิดบวก 56 จุด กลุ่มเทคฯ กดดัน S&P500-แนสแดคปิดลบ หลังเงินเฟ้อพุ่งเกินคาด

รูป ดาวโจนส์ปิดบวก 56 จุด กลุ่มเทคฯ กดดัน S&P500-แนสแดคปิดลบ หลังเงินเฟ้อพุ่งเกินคาด

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -13 พ.ค. 69 6:46: น.


ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดผสมผสานในวันอังคาร (12 พ.ค.) โดยดัชนี S&P 500 และแนสแดคปิดแดนลบ หลังทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อเดือนเม.ย. ที่สูงเกินคาด ซึ่งสร้างความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ขณะที่สถานการณ์หยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมีแนวโน้มเปราะบางมากขึ้น นำไปสู่การเทขายทำกำไรในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสแรก

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,760.56 จุด เพิ่มขึ้น 56.09 จุด (+0.11%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,400.96 จุด ลดลง 11.88 จุด (-0.16%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,088.20 จุด ลดลง 185.92 จุด (-0.71%)

ดัชนีแนสแดคถูกกดดันจากแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ ซึ่งได้แรงหนุนจากหุ้น Humana ช่วยประคองดัชนีดาวโจนส์ยังปิดแดนบวก อย่างไรก็ตาม ดัชนี S&P 500 และแนสแดคยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์แม้จะเผชิญแรงเทขาย

เจย์ แฮตฟิลด์ ซีอีโอและผู้จัดการพอร์ตของ InfraCap ระบุว่า “ตลาดมีแนวโน้มจะทรงตัวเนื่องจากความโลภที่เกิดขึ้นในช่วงประกาศผลประกอบการ ส่วนความกังวลจะตามมาหลังจากนั้น” และเพิ่มเติมว่า “เงินเฟ้อไม่มีทางดีขึ้นตราบใดที่ราคาน้ำมันยังไม่ลดลง”

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมาพบว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนเม.ย. เพิ่มขึ้นสูงกว่าคาดการณ์ เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคงส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบ โดยดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 3.8% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี สูงสุดนับจากเดือนพ.ค. 2023 และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.7% และเพิ่มขึ้นจากระดับ 3.3% ในเดือนมี.ค.

ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.8% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.7% และเพิ่มขึ้นจากระดับ 2.6% ในเดือนมี.ค.

ขณะที่สงครามอิหร่านซึ่งเข้าสู่สัปดาห์ที่ 11 ยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลายลงในเร็ว ๆ นี้ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิงอยู่ในภาวะวิกฤต หลังจากรัฐบาลอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯ ในการยุติความขัดแย้ง และยังคงยึดถือข้อเรียกร้องเดิม

แนวโน้มความขัดแย้งที่ยืดเยื้อทำให้ราคาพลังงานมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจลุกลามกลายเป็นปัญหาเงินเฟ้อที่ขยายวงกว้าง ปัจจัยดังกล่าวทำให้ความหวังที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้แทบหมดไป ภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่ที่คาดว่าจะเป็น เควิน วอร์ช ซึ่งวุฒิสภาสหรัฐฯ เพิ่งรับรองการดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการเฟดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยตลาดให้น้ำหนัก 30.5% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้นจากระดับ 21.5% เมื่อวันจันทร์

นักลงทุนยังจับตาการเดินทางทางเยือนจีนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งคาดว่าจะมีการหารือในหลายประเด็น รวมถึงภาษีศุลกากร, การให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ไต้หวัน, บทบาทของจีนที่อาจเกิดขึ้นในการเป็นคนกลางเจรจากับอิหร่าน และการขยายข้อตกลงทางการค้าเกี่ยวกับแร่แรร์เอิร์ธ

ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม

- ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียร่วงลง 3% แต่ภาพรวมปีนี้ดัชนีพุ่งขึ้น 65.4% โดยได้รับอานิสงส์จากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI)

- ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P 500 พบว่า กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลดลงมากที่สุด โดยปิดลบไป 1.06% และ 0.99% ขณะที่กลุ่มเฮลธ์แคร์และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานบวกนำตลาด เพิ่มขึ้น 1.93% และ 1.56% ตามลำดับ

- หุ้น Humana พุ่งขึ้น 7.7% หลังจาก Bernstein ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นอีก 36%

- หุ้น GameStop ปรับตัวลดลง 3.5% หลังจาก eBay ปฏิเสธข้อเสนอเข้าซื้อกิจการมูลค่า 56,000 ล้านดอลลาร์

- หุ้น Zebra Technologies ผู้ผลิตเครื่องอ่านบาร์โค้ด พุ่งขึ้น 11.4% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของยอดขายทั้งปี โดยแสดงความเชื่อมั่นในอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอัตโนมัติ

- หุ้น Hims & Hers Health ร่วงลง 14.1% หลังจากบริษัทรายงานรายได้ไตรมาสแรกต่ำกว่าคาดและมียอดขาดทุนเหนือความคาดหมาย

- หุ้น Venture Global ผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พุ่งขึ้น 14.2% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรหลักทั้งปี

ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย

- ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 19,630 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 18,080 ล้านหุ้น

- ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.79 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 199 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 125 ตัว

- ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 1,605 ตัว และหุ้นลบ 3,134 ตัว โดยมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.95 ต่อ 1 หุ้น

- ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 16 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 29 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 62 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 167 ตัว

ที่มา Reuters


Related Topics

Reporting by

Supak Hophungju

Supak Hophungju

Head of International News Department, efinanceThai