| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดผสมผสานในวันอังคาร (12 พ.ค.) โดยดัชนี S&P 500 และแนสแดคปิดแดนลบ หลังทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อเดือนเม.ย. ที่สูงเกินคาด ซึ่งสร้างความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ขณะที่สถานการณ์หยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมีแนวโน้มเปราะบางมากขึ้น นำไปสู่การเทขายทำกำไรในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสแรก ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,760.56 จุด เพิ่มขึ้น 56.09 จุด (+0.11%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,400.96 จุด ลดลง 11.88 จุด (-0.16%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,088.20 จุด ลดลง 185.92 จุด (-0.71%) ดัชนีแนสแดคถูกกดดันจากแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ ซึ่งได้แรงหนุนจากหุ้น Humana ช่วยประคองดัชนีดาวโจนส์ยังปิดแดนบวก อย่างไรก็ตาม ดัชนี S&P 500 และแนสแดคยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์แม้จะเผชิญแรงเทขาย เจย์ แฮตฟิลด์ ซีอีโอและผู้จัดการพอร์ตของ InfraCap ระบุว่า “ตลาดมีแนวโน้มจะทรงตัวเนื่องจากความโลภที่เกิดขึ้นในช่วงประกาศผลประกอบการ ส่วนความกังวลจะตามมาหลังจากนั้น” และเพิ่มเติมว่า “เงินเฟ้อไม่มีทางดีขึ้นตราบใดที่ราคาน้ำมันยังไม่ลดลง” ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมาพบว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนเม.ย. เพิ่มขึ้นสูงกว่าคาดการณ์ เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคงส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบ โดยดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 3.8% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี สูงสุดนับจากเดือนพ.ค. 2023 และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.7% และเพิ่มขึ้นจากระดับ 3.3% ในเดือนมี.ค. ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.8% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.7% และเพิ่มขึ้นจากระดับ 2.6% ในเดือนมี.ค. ขณะที่สงครามอิหร่านซึ่งเข้าสู่สัปดาห์ที่ 11 ยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลายลงในเร็ว ๆ นี้ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิงอยู่ในภาวะวิกฤต หลังจากรัฐบาลอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯ ในการยุติความขัดแย้ง และยังคงยึดถือข้อเรียกร้องเดิม แนวโน้มความขัดแย้งที่ยืดเยื้อทำให้ราคาพลังงานมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจลุกลามกลายเป็นปัญหาเงินเฟ้อที่ขยายวงกว้าง ปัจจัยดังกล่าวทำให้ความหวังที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้แทบหมดไป ภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่ที่คาดว่าจะเป็น เควิน วอร์ช ซึ่งวุฒิสภาสหรัฐฯ เพิ่งรับรองการดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการเฟดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยตลาดให้น้ำหนัก 30.5% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้นจากระดับ 21.5% เมื่อวันจันทร์ นักลงทุนยังจับตาการเดินทางทางเยือนจีนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งคาดว่าจะมีการหารือในหลายประเด็น รวมถึงภาษีศุลกากร, การให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ไต้หวัน, บทบาทของจีนที่อาจเกิดขึ้นในการเป็นคนกลางเจรจากับอิหร่าน และการขยายข้อตกลงทางการค้าเกี่ยวกับแร่แรร์เอิร์ธ ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียร่วงลง 3% แต่ภาพรวมปีนี้ดัชนีพุ่งขึ้น 65.4% โดยได้รับอานิสงส์จากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) - ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P 500 พบว่า กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลดลงมากที่สุด โดยปิดลบไป 1.06% และ 0.99% ขณะที่กลุ่มเฮลธ์แคร์และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานบวกนำตลาด เพิ่มขึ้น 1.93% และ 1.56% ตามลำดับ - หุ้น Humana พุ่งขึ้น 7.7% หลังจาก Bernstein ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นอีก 36% - หุ้น GameStop ปรับตัวลดลง 3.5% หลังจาก eBay ปฏิเสธข้อเสนอเข้าซื้อกิจการมูลค่า 56,000 ล้านดอลลาร์ - หุ้น Zebra Technologies ผู้ผลิตเครื่องอ่านบาร์โค้ด พุ่งขึ้น 11.4% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของยอดขายทั้งปี โดยแสดงความเชื่อมั่นในอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอัตโนมัติ - หุ้น Hims & Hers Health ร่วงลง 14.1% หลังจากบริษัทรายงานรายได้ไตรมาสแรกต่ำกว่าคาดและมียอดขาดทุนเหนือความคาดหมาย - หุ้น Venture Global ผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พุ่งขึ้น 14.2% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรหลักทั้งปี ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 19,630 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 18,080 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.79 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 199 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 125 ตัว - ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 1,605 ตัว และหุ้นลบ 3,134 ตัว โดยมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.95 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 16 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 29 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 62 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 167 ตัว ที่มา Reuters |